วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เริ่มออกเดินทาง

ฤดูกาลแห่งการเสนอโปรเจค thisis ก้อเข้ามายังเต็มรูปแบบหลังจากที่ไม่ได้จับ powerpoint นานนม เลยต้องมางมอยู่นมนาน 555

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................


เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาก็ส่งปลาตัวน้อยขึ้นฝั่งไ ปเรียบร้อยแล้วหลังจากที่ได้ เฝ้าฟูมฟักถนุดถนอมกันมาอย่างนมนาน ก็ไม่รู้ว่าต่อไปจะมีผู้ที่
ชื่นชอบเจ้าปลาตัวน้อยของเราหรือปล่าว ก็คงทำได้เพียงแค่ พวนา + อธิฐาน ..... แหมเจ้าปลาน้อยยังได้เบอร์ 13 อีกนะ ลักกี้นัมเบอร์จริงๆ เยยยยยยย


สุกที่ผ่านมาเป็นวันที่ ok เลยและ thisis ก็มีอาจานเข้าใจ อะฺธิบายไปค่อยมีกำลังใจ กลับคืนมาหน่อย พอได้อธิบายบ่อยขึ้นก็เริ่มรู้เริ่มเข้าใจเห็นแนวทางการทำงานและการทดลองแบบใหม่เกิดขึ้น

แต่ก็เหมือนว่า


............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................


เรานั้นเป็นเด็กกำลังวิ่งเล่นอยู่บนพื้นหญ้าเขียวขจี แล้วจู่ๆก็เกิดสะดุดก้อนหินเล็กๆล้มลงไป พอลืมตาขึ้นมาก็เจอก้อนหินน้อยใหญ่ อีกมากมาย กว่าจะถึงบ้านแต่ไม่ว่าอย่างไงก็ต้องไปให้ถึง

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

อาลัยแด่ อ.สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์




มองชีวิตผ่านเลนส์ของ…
สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 กันยายน 2545 18:33 น.

เจ้าของอาณาจักรโอสถสภาเต็กเฮงหยู ฯ ยักษ์ใหญ่คอนซูเมอร์โปรดักส์มูลค่าพันล้าน วันนี้ในวัย 72 ปี เขากำลังจะเริ่มงานใหม่ที่เขาฝันอยากจะทำมาตั้งแต่หนุ่มแล้ว….

ชาวบ้านแถวริมคลองบางกอกน้อยอาจจะคุ้นตากับผู้ชายแต่งตัวธรรมดาแต่ท่าทางดูดีคนหนึ่ง ถือกล้องถ่ายรูปมีคนติดตามเพียง 1 – 2 คน เดินทักทายชาวบ้านไปทั่ว ชอบใจตรงไหนก็ยกกล้องขึ้นกดชัดเตอร์ไปเรื่อย ๆ อย่างสบายอารมณ์

ผู้ชายคนนั้นคือ…สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทโอสถสภาฯ เจ้าของสินค้าที่คนทั่วไปรู้จัก อาทิ ยาทัมใจ ลิโพ เอ็ม-100 เป็นต้น

สุรัตน์ใช้เวลาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2542 จนถึงเดือนมีนาคม 2544 บันทึกหลากหลายชีวิตของคนกรุงเทพฯนับร้อยผ่านเลนส์ แล้ววันนี้เขานำความทรงจำทั้งหมดมาเปิดเป็นนิทรรศการภาพถ่ายขาว-ดำในชื่อ “กรุงเทพฯเลือนหาย (Vanishing Bangkok)” ซึ่งถือเป็นงานถ่ายภาพครั้งแรกของคนไทยที่ได้มีโอกาสแสดงที่หอศิลป์แห่งชาติถนนเจ้าฟ้า ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 27 มกราคม นี้

หลายคนที่ดูภาพฝีมือของสุรัตน์แล้วจะต้องทึ่งพร้อมกับตั้งคำถามว่า นักบริหารอย่างสุรัตน์จะมีพรสวรรค์ในเชิงศิลปะถึงเพียงนี้

“ผมชอบงานศิลปะมากกว่างานธุรกิจ แต่เพราะทางบ้านมีธุรกิจที่ต้องรับสืบทอด” สุรัตน์เริ่มต้นการสนทนา

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อตอนหนุ่ม ๆ สมัยที่เขาไปศึกษาต่อที่อเมริกานั้น นอกจากเรียนบริหารธุรกิจแล้ว เขาก็เลือกเรียนวิชา Art Appreciate ซึ่งศึกษาเรื่องศิลปะตั้งแต่ประวัติศาสตร์จนถึงพื้นฐานการวาดรูปทุกประเภท แต่สุรัตน์ยอมรับว่าแม้จะรักงานศิลปะแต่เขาไม่มีหัวทางวาดภาพเลย แม้กระทั่งผสมสีออกมายังตุ่น ๆ เลย

แต่เขากลับค้นพบว่าตัวเองชอบถ่ายรูปมากกว่า!!!

“ผมจับกล้องมาตั้งแต่เรียนอยู่ที่อเมริกา แถมยังยึดเป็นอาชีพหาเงินเป็นค่าเล่าเรียนได้ด้วย”

สุรัตน์เล่าว่าเมื่อตอนเรียนอยู่ที่อเมริกานั้น คุณพ่อส่งเงินมาให้น้อยมากไม่พอกับค่าใช้จ่าย เขาจึงเริ่มจับกล้องรับถ่ายภาพเป็นอาชีพเลี้ยงตัวจนเรียนจบ โดยส่วนมากจะรับจ้างถ่ายภาพตามงานบอลล์ต่าง ๆ ซึ่งมีรายได้เดือนละหลายพันดอลลาร์เรียกได้ว่าระดับมืออาชีพทีเดียว

เมื่อกลับจากเมืองนอกแล้ว ชีวิตส่วนใหญ่ของสุรัตน์ก็หมดไปกับงานบริหารอาณาจักรโอสถสภาฯ ท่ามกลางกลางแข่งขันทางการตลาดที่รุนแรงมาตลอดมาเขาจึงจำเป็นต้องแขวนเลนส์ไว้ชั่วคราว เพื่อทุ่มเทให้กับธุรกิจร้อยกว่าปีของครอบครัว

สุรัตน์เพิ่งจะมีเวลากลับมาทำงานที่เขารักอีกครั้งเมื่อ 8 – 9 ปีที่ผ่านมานี้เอง การกลับมาจับกล้องใหม่ครั้งนี้เขาศึกษาอย่างจริงจัง พร้อมกับตระเวนไปกับกลุ่มถ่ายภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่น เพื่อเก็บภาพทิวทัศน์ ประเพณีต่าง ๆ หรือถ่ายภาพนกในช่วงที่เขาเดินป่าอยู่บ่อย ๆ

ซึ่งงานที่ผ่านมาเป็นภาพสไลด์สีทั้งหมด เพิ่งจะมาเปลี่ยนมาลงตัวกับภาพขาวดำเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา โดยสุรัตน์ให้เหตุผลว่า “ ภาพถ่ายขาวดำเป็นภาพที่ใกล้เคียงกับศิลปะมากกว่า”

ผลงานภาพถ่ายขาวดำชิ้นแรกของเขาคือ “งานถนนคนเดินถนนพระอาทิตย์ “ ต่อจากนั้นเขาก็เริ่มบันทึกภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯเรื่อย ๆ มา เขายอมรับว่ายิ่งติดตามถ่ายภาพก็ยิ่งสนุกกับชีวิตมากขึ้น

สุรัตน์จะใส่สูทผูกไทบริหารงานที่โอสถสภาสัปดาห์ละ 2-3 วัน ส่วนเวลาที่เหลือนั้นเขาจะอยู่ในชุดสบาย ๆ สะพายกล้องท่องเที่ยวไปทุกซอกทุกมุมของกรุงเทพฯเพื่อเก็บภาพวิถีชีวิตอย่างมีความสุข เรียกได้ว่าพอตื่นเช้าขึ้นมาก็อยากออกไปถ่ายรูปแล้ว แล้วเขาไปอย่างคนใช้ชีวิตติดดินกินก๋วยเตี๋ยวริมถนน ทักทายชาวบ้านร้านช่อง จนชาวบ้านหลายคนที่คุ้นเคยมักจะเรียกเขาว่า “อาจารย์”พร้อมกับชวนกินข้าวกินปลา

ภาพแต่ละภาพของสุรัตน์จะถ่ายทอดวิถีชีวิตจริง ๆของคนกรุงเทพฯ ที่นอกจากจะหาดูได้ยาก หรือกำลังจะสูญหายไปแล้ว เสน่ห์ของภาพยังแฝงสาระและอารมณ์ให้ต้องหยุดคิดเพื่อค้นหาความหมายบางอย่างที่แอบอยู่หลังเลนส์นั้น

ซึ่งทั้งหมดนี้คือสไตล์การถ่ายรูปของสุรัตน์ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “ผมจะส่องกล้องและสอดส่ายตลอดเวลาเหมือนกำลังจะหานกตัวน้อย ๆ ดูจังหวะว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น” แต่ภาพหลาย ๆ ที่ออกมากลับลงตัวทั้งมุมมอง และแสงเงา เรียกว่าจัดอยู่ในขั้นใช้ได้ทีเดียวสำหรับมือสมัครเล่นอย่างเขา

2 ปีที่ตามเก็บภาพวิถีของคนกรุงเทพฯที่กำลังจะเลือนหายไป ทำให้เขาได้พบเห็นอะไรมากมากมายที่ประทับใจ

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเห็นคนที่เขาไม่มีบ้านอยู่กำลังนอนขดตัวอยู่ริมคลองหลอด ก็ มีฝรั่งคนหนึ่งหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเขา ผมเห็นอย่างนั้นก็คิดว่าไม่ได้การจะยอมให้ฝรั่งเอาภาพอย่างนี้ไปจากเราไม่ได้ คนไทยก็ถ่ายภาพอย่างนี้ได้ ผมก็หยิบกล้องมาถ่ายบ้าง ผู้ชายคนนั้นเขาก็เลยขว้างขวดใส่ผม คงเป็นเพราะเราไปยุ่งกับโลกส่วนตัวของเขามากไป” สุรัตน์เล่าถึงประสบการณ์ที่เจอพร้อมกับหัวเราะไปด้วย

หรือภาพที่ประทับใจเขามากคือชีวิตของชาวบ้านจน ๆ แต่กลับอยู่กันอย่างอบอุ่น พ่อร้อยพวงมาลัย แม่ให้นมลูก หน้าตายิ้มแย้ม ทักทายสุรัตน์อย่างคนมีน้ำใจ ดูไปแล้วพวกเขาอาจจะมีความสุขมากกว่าคนร่ำรวยเสียอีก

อีกประสบการณ์ที่เขาเจอคือสนามหลวง หลายคนอาจจะมองสนามหลวงเป็นเพียงแค่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นจุดศูนย์กลางของการคมนาคม แต่สนามหลวงในยามค่ำคืนกลับกลายเป็นบ้านของคนอีกหลายร้อยชีวิตที่สุรัตน์มีโอกาสไปเก็บชีวิตเหล่านั้นก่อนที่บ้านหลังใหญ่แห่งนี้จะถูกกทม.ยึดไป

สุรัตน์ภาคภูมิใจกับผลงานครั้งนี้มาก โดยเฉพาะมานิตย์ ศรีวานิชภูมิ( ศิลปินไทยที่มีผลงานถ่ายภาพขาวดำเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ และสามารถขายภาพได้ในราคาสูง) มาเห็นภาพแล้วชื่นชอบถึงกับขอแลกภาพกับเขา

“ผมทำอะไรผมจะลุยสุด ๆ ตอนนี้มีเรื่องที่ท้าทายอย่ากจะทำคือต้องการยกระดับมาตรฐานของการถ่ายภาพคนไทยให้ดีเทียบเท่าสากล”

คือความฝันอีกขั้นหนึ่งที่ช่างภาพมือสมัครเล่นอย่างสุรัตน์กำลังจะสานต่อไป

..........................................................................................................................................................................


.
.
.

ขอขอบคุณทุกๆอย่าง ที่ดลบัดาลให้ผมได้มีโอกาศพบเจอ อ.สุรัตน์ แม่จะแค่ครั้งเดียวก็ตาม

. .
. .


พฤษภผกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง

โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี

นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา





ขอคาราวะ ดวงวิญญาณคุณสุรัตน์ ขอให้ท่านสู่สุขติหลับให้สบายครับ


นักศึกษา ม.กรุงเทพ
................................................................................................................................................................................

รวบรวมกระบวนท่า

หลังจากที่เดินทางท่องยุทธมากนานได้พบ+เห็นอะไรมากมายแถมยังได้เจอสถานที่ใหม่ๆๆเพิ่มขึ้นอีก ตึม
แทร้งกิ้ว ขาทั้งสองขาด้วยเดินอึดดีจิงจิง ข้ามเขาอีกลูกเดียวก็จะ ได้เริ่มบรรเลงเพลงยุทธกันซะที
........................................................................................................................................

ไปถ่ายดึกๆ ด้ายอะไรก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆได้เห็นเมิองของเราในมุมที่คนอื่นไม่ค่อยได้เห็น (คนอื่นจะเห็นกะเมิงมั้ยเนี่ย)
.
.
.
.
.
.
.
.
.
เออน่า เห็นเดะ

........................................................................................................................................

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เดินทางท่องยุทธจักร

หลังจากที่ฝนชุดสุดท้ายหลังสงการณ์หมดไป ก็ถึงเวลาที่จะออกไปเก็บแสง
ในที่ต่างๆ โอ้ยยยยย แมงไม่เปนดังใจคิวเลยวะ แต่ก็เอาแล้ว...................
(ไว้กลับมาถ่ายใหม่ ) ไม่ใช่เอาแล้วอย่างงั้น
ถ่ายไปงงไป แถมกลัวโดนปล้นอีก (มึงปล้นกุกุสู้ขาดใจอะ 55)
.......................................................................................................................................................

ฝากข้อความถึงน้องหมาทุกตัว(ขอให้เป็นไปได้)ขอร้องเหอะ มึงอย่าเห่าเสียงดัง ไม่จำเป็นมึงไม่ต้องวิ่งเข้ามาหากุด้วย (กุกลัว) เพี้ยง!
.
.

.......................................................................................................................................................

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551

จำศีลผนึกลมปาณ

ฝนสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นสุด ฤดูจำศีลผนึกลมปาณ
.....................................................................................................

กำลังจะก้าวสู่ เดือนสุดท้าย แล้ว ( สู้เว่ยเป็ด กุรู้มึงท้อ สู้สู้ )

.....................................................................................................

1 เดือนกับการ Research กำลังจะหมดลง ( ได้อะไรมาบ้าง ฟ๊ะ )

ได้รู้คำตอบว่าที่เคยไปถามอาจารณ์ กันต์ ว่าจะทำงานประกวดอ้นนึงจะทำเรื่อง
อะไรดี ( อาจารย์พูดมาแบบนิ่มๆๆ ว่าแล้วสนใจอะไรละ ) เท่านั้นละ สิ้นสุดการ
สนธนาเลยฮับ นั่นดิ สนใจอะไร รู้แต่ว่าชอบถ่ายภาพ ถ่ายอะไร เพื่ออะไร บอก
ได้เลยว่าตึบมักๆๆ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าจะถ่ายอะไีร และเพื่ออะไรแต่ได้อะไรนี่เริ่ม
ไม่แน่ใจ 555

.....................................................................................................

วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551

จะถ่ายอย่างไง(เริ่มจากหาห้องน้ำก่อนเปนไง....เอ้ออ)




" ลืมตามาก้อเจอจันทร์ "

................................................................................................

----- เอาแสงมาวาดภาพ -----

................................................................................................

ในขณะที่

Light Painting คือ การวาดภาพด้วยแสง
- กล้องจะนิ่ง ( วัตุนิ่ง ) แสงไฟเคลื่อนไหว

แต่ ผมจะ ( เอาแสงมาวาดภาพ )
- โดยกล้องจะเคลื่นไหว ( วัตถุนิ่ง ) แสงก็จะเคลื่อนไหว
- มีการใช้หลักการถ่าย Panning เข้ามามีส่วนช่วย (เพื่อสร้างอารมณ์ รึป่าว..)

...................................................................................

ขอตั่งว่า PP Lighting ละกานนะ( คิดเอาเอง 55+ )

จะว่าไปแล้วมันก็เหมือนเป็นการกลับค่าของการถ่าย
Light Painting

วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2551

งั้นก็เอาแสงมาวาดภาพ แต่...

ลืมยังว่าสนใจที่จะถ่ายอะไร อะไร อะไร5
.................................................................................................

ยัง!! ก้อยังคงเป็น

แสงไฟ ที่มีอยากมากมายและหลากหลาย แล้วยังไงต่ออะ ก็จะไปเก็บรวบ
รวมมาแล้ว นำภาพแสงทั้งหมดมาสร้างเรื่องราวของมหานคร ของเฮา......


Light Painting (คือ การวาดภาพด้วยแสง) แต่ ผมจะ (เอาแสงมาวาดภาพ)


.................................................................................................

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551

การวาดภาพด้วยแสง

ในภาษาอังกฤษคำว่า การถ่ายภาพ คือ Photography (อ่านว่า โฟโตกราฟฟี)

......................................................................................................

มาจากการผสมคำกรีกสองคำ คือ คำว่า
- phos ซึ่งแปลว่า แสง
- graphis หรือ graphê ซึ่งแปลว่า การเขียน.

เมื่อรวมกันแล้ว จึงมีความหมายตรงตัวว่า การวาดภาพด้วยแสง

.....................................................................................................

Phos หมายถึง แสงสว่าง
Graphein หมายถึง การเขียน

รวมกันจึงหมายถึง "การเขียนด้วยแสงสว่าง"

ความหมายของการถ่ายภาพ มี 2 ประเด็น คือ
- เชิงวิทยาศาสตร์ หมายถึง การทำปฏิกิริยาระหว่างวัสดุไวแสงกับแสง
- เชิงศิลปะ หมายถึง การวาดภาพด้วยแสงและเงารวมทั้งการผสมสีเพื่อถ่ายทอดความหมาย ความรู้สึก อารมณ์ หรือทัศนคติ

สรุป : การถ่ายภาพ คือ การสร้างภาพเพื่อสื่อความหมาย ความรู้สึก อารมณ์ รวมทั้งทัศนคติ โดยใช้กระบวนการที่ปล่อยให้แสงสว่างสะท้อนมาจากวัตถุผ่านเข้าไปกระทบกับวัตถุไวแสง แล้วจึงนำวัตถุไวแสงไปผ่านกระบวนการสร้างภาพให้ปรากฏ

......................................................................................................

แล้ววววววว เออออ วาดภาพด้วยแสง แสงวาดด้วยภาพ ภาพด้วยแสงวาด ( ไปกันใหญ่ )

เติมความคิด(หน่อย)

" ต้อง อ่าน อ่าน และ อ่าน "

จาก "On Being the Photographer"
บทสนทนาระหว่าง David Hurn ช่างภาพแม็กนั่ม  กับ Bill Jay
.............................................................................


บิล - เมื่อเราถกกันถึงเรื่องคำนิยาม ที่คุณบอกว่าแก่นหลักของการถ่ายรูป คือการแสดงให้ได้ว่าสิ่งต่างๆ ที่ถ่าย มันเป็นยังไง นี้เป็นจุดสำคัญเพราะ มือใหม่ มักสนใจแต่อุปกรณ์ ไม่ได้มีความคิดสนใจในสิ่งที่จะถ่าย


เดวิด - ใช่ ขอเน้นที่ประเด็นว่า คุณไม่อาจเป็นนักถ่ายภาพได้เพียงเพราะคุณมีความสนใจในการถ่ายภาพ

บิล - กรุณาอธิบาย

เดวิด- คนส่วนมากมักสนใจถ่ายภาพในทางฉาบฉวย เพราะคนส่วนมากมักสนใจในชีวิตอันมีเสน่ห์ ของช่างภาพสงครามหรือช่างภาพแฟชั่นระดับแนวหน้าหรือความภูมิใจในการครอบครองกล้องที่สวยและสุดยอด หรือเคล็ดลับในห้องมืด หรือรูปที่สวยๆที่พวกเขาสามารถถ่ายเลียนแบบตามได้เหมือนอย่างไรก็ตาม การทำอย่างนี้นั้น ไม่ว่าเขาจะ มีความสุขแค่ไหน สนุกยังไง ก็ยังไม่พอที่จะทำให้เขาเป็นนักถ่ายภาพที่แท้จริงได้ เหตุผลคือ การถ่ายภาพ เป็นเพียงตัวกลางในการแสดงออกซึ่ง เสน่ห์ หรือความจริงที่เป็นอยู่ของสิ่งต่างๆ  อุปมา เช่นการเลือกซื้อรถยนต์ที่เลิศหรู เพื่อแสดงถึงฐานะ หรือการดึงดูดใจเพศตรงข้าม หรือซื้อเพราะมันมีการตกแต่งภายในอย่างหรูหรือมีวิศวกรรมที่สุดยอด หรืออื่นๆ แต่สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมานั้น ไม่มีค่าเลยถ้า รถคันนั้นมันไม่สามารถพาคุณไปที่ต่างๆได้


บิล - จุดหมายของการถ่ายภาพก็คือการนำเสนอความเป็นไป ของสิ่งนั้นหรือชีวิตนั้น ภายใต้สภาวะการณ์เฉพาะ หรือเวลาพิเศษและแสดงผลนั้นให้ผู้อื่นทราบ


เดวิด - ใช่ แต่ขอเตือนตรงนี้ว่า แม้ว่าที่คุณกล่าวมาจะจริง มันไม่ใช่การบันทึกเฉพาะด้านดี ของอะไรก็ได้ บางภาพจะสวยกว่า น่าสนใจ บันดาลใจกว่า แต่ที่มากกว่านั้น มันต้องมีรูปแบบเฉพาะที่ลบไม่ได้ ของผู้ถ่ายดังนั้นคำถามคือ อะไรเป็นตัวสำคัญที่จะเปลี่ยนภาพที่ดูธรรมดาๆ ให้เป็นภาพยอดนิยม

บิล - แล้วคุณว่าอะไร

เดวิด- มันอยู่ที่การเลือกสิ่งที่จะนำเสนอ นักถ่ายภาพต้องเน้น ถ่ายทอดความเป็นไป ของภาพ ไม่ใช่แค่ความสวยงามที่มองเห็นจะทำอย่างนี้ได้ ต้อง ทุ่มเท อ่าน ค้นคว้า พูดคุย พยายามและอาจล้มเหลวมาหลายต่อหลายครั้งในเวลาที่ยาวนาน

บิล - ผมทึ่งมากเลยกับความคิดนี้ สำหรับผมมันดูเหมือนว่า เสน่ห์ที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องของการถ่ายภาพ คือคุณต้องค้นหาความเป็นไปในสิ่งที่จะถ่าย ไม่เข่นนั้นจะไม่สามารถถ่ายทอดความน่าสนใจนั้นให้คงอยู่ได้นานๆ และผมได้เรียนรู้จากคุณ หลังจากที่คุณบอกว่าภาพของผม น่าเบื่อ ในปี 1967 ซึ่งผมเขียนไว้ในหน้าแรกเลย

“ผมควรที่จะหยุดการพยายามที่จะเลียนแบบช่างภาพอื่นๆ “

มันช่วยผมได้มาก ผมเริ่มถ่ายภาพแบบใหม่ มุ่งมั่นในสิ่งที่ผมสนใจจะถ่าย ไม่ได้คิดถึง ความสำเร็จ ชื่อเสียงต่างๆ แต่แค่ความสนุกในการปลดปล่อยความเป็นไปซึ่งผมได้ทำต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

เดวิด - สิ่งที่ทำให้มือใหม่สับสนนั้นส่วนหนึ่งก็คือ ผู้สอนต่างๆ เน้นว่าภาพมาได้ยังไง ใช้เทคนิคอะไร มันแตกต่างและเป็นศิลป์อย่างไร  มากกว่าการเน้นการสอนในการเลือกสิ่งที่จะถ่าย

ประวัติของภาพถ่าย ก็คือ ประวัติดั้งเดิมของการเลือกสิ่งที่จะนำเสนอ ดังนั้นสิ่งแรกคือ ต้องเลือกว่าจะถ่ายอะไร ความสนใจ กระตือรือร้น ของคุณต่อสิ่งนั้น จะทำให้คุณถ่ายทอดความเป็นไปของสิ่งนั้นออกมาให้ผู้อื่นทราบได้ จากภาพของคุณ
บิล - อืม อันนี้ทำให้ผมระลึกถึง ราล์ฟ สไตเนอร์ นักถ่ายภาพผู้ยิ่งใหญ่ เขามักจะเขียนจม.มาเย้าผมเล่น หลังจากได้เห็นผลงานของผม และมักลงท้ายว่า" แต่คุณก็ยังไม่ได้บอกผมว่าคุณเล็งกล้องถ่ายอะไร อันนี้จึงสำคัญ" และเขาพูดถูกอย่างที่พวกอังกฤษมักพูด (สำนวน get down to brass tack) เราควรกลับไปที่การเปลี่ยนแนวทาง โดยเน้นให้คำแนะนำในการเลือกสิ่งที่จะถ่าย

เดวิด - ล้อเล่นน่า ผมเดาว่าการให้คำแนะนำว่าอะไรควรเลือกถ่ายนี่ ไม่ได้รับความสนใจหรอก และแม้ว่าพวกเขาจะสนใจ แต่ผมก็ไม่สามารถรู้ได้ถึงจิตใจคนอื่นๆว่า เขาชอบเรื่องอะไร

บิล - ก็ใช่นะ แต่เราพูดเฉพาะหลักการเลือกก็ได้กระมัง
.....................

เดวิด - สิ่งแรกที่ควรทำคือ จดบันทึกในเวลาสงบที่ความคิดบังเกิดขึ้น เขียนสิ่งที่คุณสนใจ หรือเขียนรายชื่อสิ่งที่คุณชื่นชอบโดยไม่ต้องมีการเกี่ยวข้องกับรูปถ่ายก็ได้ หาดูว่าอะไรที่ดึงดูดความสนใจของคุณมากที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ต้องสนใจการถ่ายภาพพยายามระบุให้เจาะจงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ และถ้ามีรายชื่อมากแล้วก็ค่อยๆมาตัดออกโดย การพิเคราะห์ว่า

- เรื่องนั้นมันมองเห็นได้หรือไม่ ?

โดยการตั้งคำถามนี้ต่อตัวเอง

คุณก็สามารถตัดพวกเรื่อง ปรัชญาแนว เอ็กซิสตองเชียล (แนวของ ฌัง ปอล ซาร์ต -ผมอธิบายเอง)

เรื่องบัญญัติเดิม(Old testament) หรือสิ่งมีชีวิตในดาวดวงอื่นๆ ออกไปได้

- เรื่องนี้ทำได้หรือไม่?

คุณก็จะสามารถตัดเรื่องที่ทำได้ยากออกไป ยก ตย.เช่นคุณ อยู่ในเดนเวอร์ มีรายได้จำกัด คุณควรตัดเรื่อง เจดีย์ในญี่ปุ่นออกไป นอกจากจะดูว่าทำได้หรือไม่แล้ว ให้ดูว่าจะเข้าถึงได้หรือไม่ด้วย
เช่นไม่ควรถ่ายภาพดาราดังเพราะมันเข้าถึงได้ยาก

- เรื่องที่จะถ่ายคุณรู้ดีพอหรือไม่?

ถ้าไม่รู้อย่าทำ หรือจนกว่าคุณจะค้นคว้าอย่างพอเพียง เช่น คุณไม่ควรถ่ายภาพแหล่งเสื่อมโทรมในเมือง โดยเพียงแค่ เดินถ่ายรูป ของพังๆ ต่างๆตามหน้าประตูบ้าน อย่างนี้ เป็นการฉกฉวย ไม่ใช่การสำรวจ (ตรงนี้เป็นการเล่นคำในภาษาอังกฤษคือThat’s exploitation, not exploration)

- มันน่าสนใจหรือเปล่า

อันนี้ใช้กลอุบายได้ แต่ก็มีค่าควรที่จะถามตัวเองก่อน เพราะถ้ามีหลายๆเรื่องที่คุณสนใจเท่าๆกัน คุณควรดูว่าอะไรที่คนอื่นอาจสนใจ ที่ว่าอาจต้องใช้กลอุบาย ก็คือเรื่องที่คุณจะทำนั้นอาจมีกลุ่มคนที่สนใจเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ด้วยอุบายที่เหมาะสมอาจชักนำให้เกิดความสนใจในชนกลุ่มใหญ่ได

บิล - ขอผมแทรกตรงนี้ ในฐานะผู้บรรยายอาชีพ มันยากในการถ่ายทอดสิ่งที่ไม่น่าสนใจ ให้แก่กลุ่มผู้ฟังที่กำลังเบื่อ ผมต้องชักจูงความสนใจของพวกเขาขึ้นมาก่อนที่จะปล่อยสาระที่ต้องการออกไป
ผมไม่ใช่ผู้ให้ความบันเทิงอาชีพ เชื่อว่ามันมีเส้นแบ่งที่ชัดเจน ระหว่างเรื่องที่อยู่ในความสนใจของคนกลุ่มใหญ่ หรือการชักจูงให้เกิดความสนใจ ผมเรียกมันว่า bum-factor คือผู้ฟังตระหนักเพียงไรว่าก้นคุณนั่งอยู่บนอะไร

คุณกำลังพูดถึง เส้นแบ่งนี้ใช่มั้ยครับ แบ่งระหว่างเรื่องที่คุณสนใจกับ เรื่องที่คนสนใจ

เดวิด - ใช่ ถ้าผลการพิจารณาจากคำถามข้างต้น แล้วผลออกมายังเท่าๆกัน มันก็ไม่เสียหายถ้าจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่สนใจ ในความเป็นมนุษย์ ทำให้บางครั้งเราต้องเลือกบางอย่างโดยไม่ต้องมีเหตุผลแต่เราควรคำนึง ถึงเหตุการสีเทานี้ บางครั้งอาจลืมจุดสำคัญ เรื่องที่ควรเลือกอาจเป็น

ก. เรื่องที่คุณสนใจมากๆอย่างน้อยก็ช่วงเวลาหนึ่งที่จะผลิตงานออกมาได้
ข. สามารถสื่อออกมาเป็นภาพได้ แม้ในทางตรงข้ามกับคำบรรยาย
ค. มันยังคงอยู่ ทำให้เมื่อคุณมีเวลาทบทวนแก้ไข ยังคงทำได้

บิล - ผมขอเพิ่มตรงนี้สักเล็กน้อย ขอให้เจาะจงเรื่องให้แคบลงเท่าที่จะทำได้ รายนามสิ่งที่น่าสนใจมันอาจมากและกว้างเกินไป ที่จะใช้ได้ ผมมีประสบการณ์ในการเลือกเรื่องที่จะให้นักเรียนสัมมนาหรือวิจัย ซึ่งนักเรียนมักเลือกเรื่องที่อาจเขียน เป็นหนังสือทั้งเล่มได้ ใม่ใช่แค่หัวข้อ ความยากอยู่ตรงที่จะเลือกเรื่องเล็กๆ ที่น่าสนใจได้อย่างไร พวกเขาอาจเลือก ลักษณะแห่งวีรบุรษ ผมอาจแนะนำ เรื่องของ "เลวิส แครรอล " พวกเขาอาจเลือก การแบ่งแยกลักษณะภาพถ่าย ผมอาจบอก "การใช้ลูกแก้วในงานถ่าย "หรือพวกเขาอาจเลือก ภาพถ่ายของละติน-อเมริกัน ผมแนะนำ "ภาพดิจิตอลของ เปโดร แมร์ " นี่เป็นแค่ยกตัวอย่างในการเลือกให้เล็กลง

เดวิด - มันเหมือนกัน ในการเลือกเรื่องมาถ่าย เมื่อผมพูดว่าให้เจาะจงที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผมหมายถึง เรื่องที่เป็นไปได้ ในเวลาที่เหมาะสม ดั้งนั้น ถ้าเลือกดี เรื่องก็จะทำได้ง่ายเอาละผมขอยกตัวอย่างบ้างเช่นอาจเลือก ชีวิตในการเป็นนักศึกษาในวิทยาลัยทั่วไป แทน "การศึกษา" ต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรม แทน "ดอกไม้" คงได้ประเด็นความคิดนะครับ

บิล - ผมว่าสำหรับมือใหม่ การแนะนำให้สร้างรายชื่อ อาจก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างดื้อรั้นได้การเน้นให้เข้าถึงเรื่องของสิ่งที่จะถ่าย ผมแน่ใจว่า จะทำให้บางคนอาจคิดว่า มันทำลายความสุขในการถ่ายภาพ

เดวิด - อาจเป็นได้ แต่ความจริงก็คือ มัน(การสร้างรายชื่อ)ได้ผล

การถ่ายไปเรื่อยๆ หวังว่า จะมีสักรูป ที่โดดเด่นขึ้นมา(แบบที่มือใหม่ทำกันอยู่นั้น) ผลคือมันไม่ได้เรื่องครับ เสียใจด้วยนะครับสำหรับมือใหม่ ถ้าวิถีของมืออาชีพ มันไม่ตรงกับความคิดฝันของคุณ
ที่ผมจะบอกได้ก็คือ ในสี่สิบปี ที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนักถ่ายภาพที่เก่งๆ ทั่วโลก ที่ใช้เครื่องมือ/อุปกรณ์ และแนว แตกต่างกันไป แต่ทุกคนมีความคิดร่วมเหมือนกันในการถ่ายภาพ พวกเขามีความรู้ ความกระตือรือร้น และเข้าใจในสิ่งที่กำลังถ่าย และพวกเขามีการวางแผนล่วงหน้า

บิล - เราค่อยกลับมาที่ความคิดในการวางแผนการถ่ายอีกครั้งในภายหลัง แต่ผมขอบอกว่า จุดประสงค์ของการคุยนี้ก็เพื่อ สร้างแรงบันดาลใจให้เหล่ามือใหม่ทั้งหลาย การแนะนำนี้ดูเหมือน จำกัดความคิดในการเริ่มถ่าย แนะนำตรงไปที่การบันทึก ใบหน้า สถานที่ แต่แท้จริงแล้วเราเริ่มที่การชี้แนะมือใหม่ แต่สำหรับนักถ่ายภาพทั่วๆไป การคุยในวันนี้ไม่ได้จำกัดความคิด แต่ยังแนะด้วยว่าให้พัฒนา ไปได้อย่างไม่มีข้อกำหนด ตามแต่ความสามารถในการแปลผลของแต่ละคน

เดวิด - ใช่ครับ ในการเริ่มต้น ต้องแคบและชัดเจน เพื่อจะได้รู้ว่าจะเล็งกล้อง ไปทางใด อย่างที่สไตเนอร์ ว่าไว้ และเมื่อถ่ายภาพมากๆเข้า ความกระตือรือร้น ความรู้ที่ได้ จะพัฒนาให้คุณรู้ลึก และกว้างมากขึ้นในการถ่ายของคุณเอง มันจะมีทางไปของมัน

บิล - ผมขออุปมาดังนี้ เมื่อผมอยากจะทำสวน ผมจะปลูกต้นไม้ ผมสามารถเลือกเอา ส่วนต่างๆกิ่งไม้ ลำต้น ใบ มาใส่ ได้เลย ก็กลายเป็นต้นไม้ที่ต้องการ จะให้สวยยังไก็ได้แต่ต้นไม้ คงจะตาย มันไม่เติบโต ดังนั้นเราควรเริ่มจากต้นกล้า ค่อยๆเพาะและรดน้ำดูแล อดทน หน่อนั้นก็จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ และมีรูปร่างแตกต่างๆไป มีความแปลก แตกต่างและงดงามโดยเราคาดไม่ถึง
เช่นกันกับการถ่ายภาพ การเติบโตทางความคิดอ่าน การถ่ายเรื่องที่เลือกแล้วให้ออกมาให้เห็นได้

เดวิด - อย่างที่คุณทราบ บางครั้งการมองปัญหา ถ้าเรามองมุมกลับอาจทำให้เห็นทางออกง่ายขึ้น
เช่น ปัญหา ความซื่อสัตย์ในการถ่ายภาพ เราอาจมองว่าอะไร คือความไม่ซื่อสัตย์ในการถ่ายภาพ ก็จะมองได้ชัดเจนขึ้น เช่นกัน อะไรคือทางเลือกในการให้ความสำคัญกับสิ่งที่จะถ่าย ? มันอาจเป็นความน่าหลงใหล มากของการคว้าภาพในช่วงที่สวยงามของดอกไม้ไฟ แต่ความลึกและความเป็นมาเบื้องหลังนั้นอีกเรื่องหนึ่งมือใหม่อาจต้องเครียดในการหาความแตกต่าง และความใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำ จนทำให้เกิด การใช้วิธีการที่ไม่ถูก และนำไปสู่การกลายเป็นต้นไม้ที่ตายแล้วในที่สุด

อีกปัญหาหนึ่ง ถ้าภาพที่ได้ไม่แสดงถึงความเป็นมา ถ้าใช้คำของ เอ็ดเวิร์ด เวสตัน ดังนั้น นักถ่ายภาพก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไรกับโลกแท้จริง พวกเขา (ผู้ถ่าย) แค่ตัดสินสิ่งต่างๆ ตามจากตัวเอง "นี่คือสิ่งที่ฉันรู้สึก" ซึ่งมันมีมานานแล้ว และมันนำไปสู่การวิเคราะห์อันไร้ประโยชน์โดยที่งานนั้นมีคุณค่าเพียงผิวเผิน

บิล - ผมเกรงกับสิ่งเหล่านี้ (ความมั่นใจ ดื้อรั้นทำ ในสิ่งที่ตนยังไม่เข้าใจเพียงพอ) เป็นวิกฤติอย่างหนึ่งของการถ่ายภาพที่ต้องเผชิญความเป็นตัวตนนั้นมีบางคนเชื่อว่านักถ่ายภาพควรย้อนพิเคราะห์ดูตัวเองประหนึ่งเป็นคนธรรมดาทั่วไป แต่ผมไม่เห็นด้วย มันตลกที่มักจะรู้สึกกันว่ามือใหม่ มีความลึกของตัวตนที่จะแสดงออก และแม้ว่ามันจะมีความตื้นเขิน ผิวเผิน และคับแคบ ไม่ต่อเนื่อง แต่เมื่อได้รับการยอมรับ ผู้นั้นก็กลายเป็นนักถ่ายภาพได้ อย่างน่าประหลาด

เดวิด- มันไม่มีมาตรฐาน ที่ผมหมายถึงคือไม่มีการกำหนดออกมาเป็นสิ่งที่วัดได้ว่าภาพไหนสำเร็จหรือภาพไหนล้มเหลว  ถ้าเขาบอกว่า "นี่ไงที่ผมรู้สึก" คุณไม่อาจบอกได้หรอกว่า "คุณไม่ควรรู้สึกแบบนั้น"

ขอเตือนว่า ผมไม่ได้คัดค้านการถ่ายภาพในแนวของตัวเองนั่นเป็นประโยชน์ของการใช้เครื่องมือ  แต่อาจเป็นได้ที่จะมีคนชอบภาพแนวนั้นแค่คนเดียวคือตัวผู้ถ่ายเอง เป็นการยากที่จะพบว่า แนวนั้นสามารถมีผลให้คนส่วนใหญ่ชอบด้วย

บิล - นักถ่ายภาพส่วนมากจะสร้างความนิยมโดย การลดความเป็นตัวเองและเน้นความสำคัญของเรื่องที่จะถ่ายทอดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผมไม่ได้ล้อเล่นนักถ่ายดังกล่าวมักเป็นสมาชิกกลุ่ม ออกัส (กลุ่มนักถ่ายภาพใหญ่กลุ่มหนึ่งในประวัติศาสตร์) ทั้งหมดแทบไม่มีใครรู้จักตัวตน อย่างไรก็ตามวันนี้จะขอเน้น ที่แบบอย่างเฉพาะตัว
ของนักถ่ายถาพ ที่เหล่ามือใหม่มักเน้นและแสดงออกในตัวตน พอๆกับการแสดงสิ่งที่ถ่ายคุณเห็นด้วยไหมครับ?

เดวิด - ในยุคปัจจุบันของกลุ่มนักถ่ายภาพเชิงศิลป์ ผู้ที่นำเสนอเน้นที่งานมากกว่าความเป็นตัวเอง

จะเป็นการสร้างความแตกต่างที่โดดเด่น ไปโดยที่ไม่ต้องเน้นอะไรตอนนี้ผมขอพูดติดตลกว่าความจริงก็คือ นักถ่ายภาพหรือแม้กวี มักมีความคิดฝัน มีความเป็นตัวตนเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างผลงานภาพโดยไม่มีมันเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ไม่ใช่ความตั้งใจ เพียงแต่รูปแบบเฉพาะที่เกิด มันเป็นสิ่งที่เกิดตามมา ไม่ใช่เป้าหมายความเป็นตัวเองออกมาโดยไม่ต้องเน้น จะพบได้ว่าการเกิดรูปแบบเช่นนี้จะเด่นชัดและแข็งแกร่งมากกว่าการเจาะจงเน้นความเป็นตัวเองออกมาอย่างตั้งใจเสียอีก

บิล - คล้ายๆกับการเดินกลับกระท่อมกลางป่า ใต้แสงดาว คุณจะเห็นทางโดยไม่ต้องมอง หรือกลับมาที่การเปรียบกับต้นไม้ของผม การคงอยู่ของชีวิตที่เราเรียกต้นไม้ อยู่ได้ด้วยสิ่งที่มองไม่เห็นคือราก ที่อยู่ใต้ดิน รากทำให้ต้นไม้โต และสามารถยืนหยัดในลมพายุได้ ผมรู้ว่าอุปมานี้ไม่ค่อยดีนัก แต่ผมอยากให้มีการค้นหาตัวตนของสิ่งต่างๆ ด้วยตัวตนภายในของนักถ่ายภาพเอง

เดวิด - ใช่มันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนักแต่ผมเข้าใจความหมายของคุณ ผมว่าคำตอบนั้นง่ายๆเลย
คือการเข้าถึงเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่จะนำเสนอ ไม่มีคนสองคนที่เหมือนกันทุกอย่าง คิดเลือกรายชื่อเดียวกัน ทำในแนวเดียวกันการเลือกสิ่งที่จะถ่ายนั่นละคือการนำเสนอตัวตนของคุณแล้ว ยิ่งสนใจลึกลงไป คุณจะยิ่งเข้าใจ และนั่นละจะสร้างโอกาสในการ แสดงตัวตนภายในออกมา

บิล - ผมเคยดูโทรทัศน์สัมภาษณ์นักไวโอลินผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ที่ถูกถามให้อธิบายชีวิตในแต่ละวันเขาตอบว่า ในระหว่างอาหารเช้าเขาทบทวนโน้ตเพลง แต่งเพลงในช่วงเช้า คิดถึงดนตรีตอนเดิน ฝึกซ้อมไวโอลินตอนบ่าย เล่นคอนเสิร์ตตอนเย็น พบปะเพื่อนนักดนตรี และเข้านอนโดย ฝันถึงไวโอลิน ผู้สัมภาษณ์ตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะบอกว่า ดูเหมือนชีวิตช่างแคบเหลิอเกินใช่ นักไวโอลินตอบรับ และอธิบายต่อ ในตอนแรกชีวิตช่างแคบเหลือเกิน ไม่มีอะไรเลย แต่แล้วก็แปลก คล้ายๆกับดนตรีของผมผ่านจุดแคบที่สุดของขวดแก้วนาฬิกาทราย มันขยายกว้างขึ้นกว้างฃึ้น ตอนนี้ดนตรีของผมกลายเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีชีวิตไปแล้ว

เดวิด - ในแง่ความจริง นักถ่ายภาพก็คือนักถ่ายภาพตลอดเวลาร้อยเปอร์เซ็น ในระหว่างที่ผมเดินทางมาพบคุณ ผมอ่าน ร้อยแก้ว สี่บท ที่เขียนโดย ไมเคิล เดอ มอนเทน(กวีชาวฝรั่งเศส ๑๕๓๓-๑๕๙๒ -ผู้แปล) พบความเกี่ยวเนื่องระหว่างแนวคิดของเขากับการถ่ายภาพในยุคปัจจุบัน แม้บทประพันธ์นี้จะเขียนในช่วงปลายของศตวรรษที่ ๑๔ ผมมักจะชอบดูภาพยนต์กับนักถ่ายภาพที่ผมนับถือ เพราะเมื่อเราคุยกันหลังจากนั้น จะได้ความคิดเกี่ยวกับการวางโครงเรื่อง บทสนทนา การแสดง มุมกล้อง จังหวะการเดินเรื่อง ซึ่งสามารถนำข้อคิดที่ได้มาใช้ในงานของเรา ทุกสิ่งที่เราพบ มันเป็นข้าวสำหรับโรงโม่ ที่จะโม่ออกมาเป็นอาหาร เลี้ยงดูผู้คนได้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ในทุกๆวัน การรู้ซึ้งนี้สามารถแสงดออกมาได้ ไม่สงสัยเลยว่าความเป็นตัวตนของช่างภาพจะถูกถ่ายทอดออกมาในภาพของพวกเขา

บิล -ความมุ่งหมายที่ยอดเยี่ยม คือการประสานระหว่าง ตัวตน และสิ่งที่จะนำเสนอ ซึ่งภาพที่ได้ จะแสดงถึงความสัมพันธ์ของจิตวิญญาณ และโลก

........................................................................................................................................................ thank : www.2how.com

ส่วนต่าง..

กรุงเทพ ต่างจาก จังหวัดอื่นไง อะ
................................................................................................

เราไม่ต้องไปพูดถึงความเจริญรุ่งเรื่องและเทคโนโลยีนที่ล้ำสมัย เพราะสิ่ง
ต่างๆเล่านั้นมั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดข้ึนในเมืองหลวง

.................................................................................................

มาหา เอกลักษณ์ ของกรุงเทพก่อนเลยดีกว่า........ ไง ว่าไง

.................................................................................................
- ท้องฟ้าในกรุงเทพมันช่างมีพื้นที่จำกัดอันน้อยนิด
- ผมเชื่อว่ากรุงเทพในตอนกลางคืนยังคงสว่างสไวยอยู่ขณะที่จังหวัดอื่นกำลัง
พักผ่อน
- กรุงเทพมีงานให้คนทำตลอด 24 ชั่วโมง
.................................................................................................

ผมเชื่อว่ากรุงเทพในตอนกลางคืน
ยังคงสว่างสไวยอยู่
ขณะที่จังหวัดอื่นกำลัง
พักผ่อน

" อาทิบายเพิ่มซิ "


- ผมว่ากรุงเทพมีแสงไฟมากมายในยามค่ำคืน ( เหุตผล หรอเยอะโคตร )
- ซึ่งต่างจากต่างจังหวัดที่เปิดไฟในตอนกลางคืน



-----ผมเลยคิดว่าเจ้าแสงไฟนี่และ น่าจะนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่ง ของเอกลักษณ์ที่( หวังว่า จะ)บ่งบอกถึงความเป็นกรุงเทพ ได้ดีเลยทีเดียว-----



เคยได้ยินมั้ย (ย้ำ_ย้ำ)

" กรุงเทพ มหานคร ที่ไม่เคยหลับไหล ".............................

วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2551

แด่ที่พักพิง

อยู่กรุงเทพมาก้อนานตั่ง 23 ปี ได้เห็นกรุงเทพเปลี่ยนไปเยอะรวมทั้งคนด้วย
..................................................................................................

มีอะไรมากมายที่กรุงเทพเจริญเติบโตไปพร้อมกับอายุผม บ่อยครั้งที่ผมไม่
อยากอยู่กรุงเทพ ไม่ใช่ไม่ชอบกรุงเทพนะ แต่อาจเป็นสาเหตุจากตัวบุคล
ซะมากกว่า แค่อยากไปไหนซ่อนตัวที่ไหนก้อได้ ไม่ต้องคิดอะไร ปล่อยให้
ทุกอย่างดำเนินไปตามที่มันควรจะเป็น แต่ก็อีกนัั่นและอยู่ไม่ได้นาน(ตังหมด)
ก้อคิดถึงบ้านอยู่ดีก็ "ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรา" นิกรุงเทพให้อะไรหลายๆ
อย่างกับผม แต่ผมยังไม่ได้ให้อะไรกรุงเทพเลย ไหนๆ 21 เมษายน 2551
กรุงเทพเมืองฟ้าอมร จะมีอายุครบ 225 ปี อยากได้อะไรเป็นของขวัญละ

..................................................................................................

" Happy Birth Day Bangkok "

..................................................................................................

อยากให้ของขวัญเป็นภาพถ่าย ชักชุดนึง จะพูถึงเรื่องอะไรดี....................
อยู่มาตั่ง 23 ปี ว่า ไง

.................................................................................................

- มีตึกรูปทรงแปลกโผล่ออกมาจากพื้นดินอย่างสม้ำเสมอ
- มีรถเยอะมากมาย แท็กซี่
- มีทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน บนฟ้าด้วย
- มีเส้นทางซุปเปอร์ไฮเวย์มากมาย


- รวมๆคือพูดถึงความเจริญรุ่งเรื่องของกรุงเทพ

.................................................................................................
.................................................................................................


ส่วนตัวแล้วผมชอบกรุงเทพในตอนกลางคืนนะ
เพราะกรุงเทพค่อนข้างจะแตกต่างจากจังหวัดอื่นที่

เคยได้ยินมั้ยที่เค้าว่า

" กรุงเทพมหานครที่ไม่เคยหลับไหล "


.................................................................................................
.................................................................................................

วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2551

วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2551

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2551

สานต่อ ( GP 02 - GP 03 )




GP 02
.........
ลองนำภาพที่ได้มาเรียงตามแบบของทางม้าลายคนข้ามถนน ที่จะมีการเว้นช่องว่างเกิดขึ้น
..............................................................................
- ช่องว่างที่เกิดขึ้นช่วยพักสายตาม ( รึป่าว )
- ที่แน่ๆช่องว่างระหว่าภาพ ไม่ได้ส่งผลอะไรกับตัวภาพเลย ส่งผลกะตัวคนดูมากกว่า ว่า " จะเว้นช่องว่างไว้เพื่อ "
- แต่ถ้าเกิดเนื่อหาภาพเป็นเรื่องราวบนท้องถนนแล้วนำรูปแบบของทางม้าลายมาจัดเรียงมาใช้ น่าจะโอกว่านี้ว่ามั้ย


GP 03
.........
จำได้เลยตอนเรียน รด. โดนลุกนั่ง จดจำได้ขึ้นใจลยว่า 123 1 123 2 123 3 123 4 123 5 123 6 เมื่อยก้อเมื่อยเหนื่อย
ก้อเหนื่อย ฮึดฮัดอารมณ์เสียใส่ก้อไม่ได้ เพราะ เค้าเป็นทหาร ขืนฮัดฮัทใส่มีหวังโดนไอ้ตึบแน่

เคยนั่งสังเกตอยู่เหมือนกัน ว่าไอ้ 123 1 123 2 123 3 123 4 ..........
ถ้าคิดทบทวนดูแล้ว 1 ใน 4 ของ 1 ครั้ง จะถูกซ้อนอยู่บนพื้นที่ 1 ใน 4 ของครั้งที่ 2
ผมจึงนำหลักการอันนี้มากำหนดการถ่าย + ขั้นตอนการนำรูปมาเรียงต่อกันด้วย ( งง ป่าว )
...............................................................................
- สถานที่อะ ขอมากกว่านี้ได้มะ ( ก็อยากไปแระแต่ช่วงนี้โลกร้อน อะเด่ )
- ดูเวลาดูบรรยากาศ ด้วยก็จะดีนะ
- เนื้อหา ( ภาพดูไม่มีชีวิตชีวาอย่างไงไม่รู้บอกไม่ถูก )
- เน้น ระยะหน้า หายไปไหน

โครงการ ( FN01 )


ยืนต้น

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2551

" คอนโดคนจน "



.................................................................................................

" คับที่อยู่ง่าย คับใจอยู่อยาก "

.................................................................................................

เป็น..เอ่อ..เป็น อ้ายกระผมเรียกว่าคอนโดก้อแล้วกัน แต่มันมีรูปลักษณ์ที่ต่างกันจากคอนโดที่ประกาศกันปาวๆ คอนโดแห่งนี้ตั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ใกล้ๆ วัดเล่งไหล่ยี่ เลยและ อย่าไปพูดไปมองเรื่องความเสื่อมโทรมของมันเลย ( น่าเบื่อ ) มาพูดในมุมอื่นดีกว่ามันน่าสนใจเหอะว่ามั้ย มันดูเข้ากะสถานที่อย่างไงไม่รู้บอกบอกไม่ถูก มันมีเสนห์บวกกับมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกตรึม และยังแอบเรื่องราวต่างๆแผงในตัวของห้องแต่ห้องมันเอง ( ขึ้นออยู่ที่ว่าคนที่ดูแล้วเค้า คิดอะไรต่อไปจากนั่น ) ว่าไปแล้วก็อด เห็นใจคนที่อยู่ในคอนโดเหมือนกันนะ เค้าคงลำบาก ทำงานหนักกันน่าดู แต่คนเราก้องี้และเลือกเกิดไม่ได้นี่น่า ผมเชื่อครับว่าเหงื่อทุกหยดมีคุณค่าสู้ๆ เลิกเหล้าเลิกจน ( เกี่ยวมั้ยนี่ย )

................................................................................................

มาพูดถึงงาน
- ใช้หลัการก้าวเดินซ้ายขาว ( เดินไปกลับภายในก้าวเดียว เหดียวจาอธิบายทีหลังไปเรียบเรียงก่อน ) มาเป็นแนวทางในการทับซ้อนรูป ซึงจะให้ผลลัพท์คือจะมีการซ้อนกันของภาพ คอนโด จะได้เห็นรายละเอียดที่น่าสนใจในระเบียงแต่ละห้องมากขึ้น ลงมาถึงเรื่องราวบนท้องถนน ยังทำให้คอนโดดูใหญ่โตอลังการณ์กว่าเดิมอีกบวกอึดอัดมากขึ้นด้วย ( จะช่วยสนับสนุนให้เห็นว่าจริงๆแล้วไม่ใช่อึดอัดเพียงแค่ภายนอก ประชากรภายในก้ออึดอันด้วยเช่นกัน )
- คอนโดเล็กส่วนขาวๆ ของขอบภาพมันกวนสายตามั้ยอะ ( ไม่หรอก ติส )
- เรื่อง compost ของภาพก็ ติส อีก
- ใช้ขาตั่งด้วยพี่ จะได้ line แม่นๆหน่อย ไม่งั้นยากมากกกกกก
- วันหลังรอเวลานิดนึงเลือกเวลาที่แสงสวย ( ตูไม่มีว่างเวลาขนาดนั้นนี่ฟ่า )

................................................................................................
ECT. ลองทำ phot montrach ( ผิดชัวร์ ) โดยยึดกลักการหรือโครงสร้างเรื่องอื่นเข้าไป ( เดินไปกลับใน 1 ก้าว )

" ทรงพระเจริญ "




.......................................................................................................

หากเป็นการกระทำที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ กระผมกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

.......................................................................................................

บ่อยๆที่ไม่รู็จะไปไหน สุดท้ายมันก็มาลงเอยเอาที่ ที่เดิมอีกและ ไม่เกิน 1 กิโลเมตรรอบถนนเยาวราช มันเป็นถนนหรือจะเรียกว่าแหล่งรวมทั้งสิ้นค้าทุกประเภทรวมไปถึงอารยธรรม ที่ตามมาพร้อมเรื่องราวต่างๆอีกมากมายที่ผ่านการเล่าขานของ อากง ที่หาเจอง่ายมากแถวนั้น ลองไปถามอะไรแกดูซักเรื่องดิ โอ้ยแกจะเล่าให้ฟังยัน เซเว่นปิด อะแต่ก็นะ มันเป็นความสุขของวัยชรา แต่ผอมก็ชอบฟังพวกแกพูดนะ เพราะบางที่จะได้แปลภาษาไทยเป็นภาษาไทย หรือไม่ก็เหมือนมีใครไปกดปุ่ม REPLAY ไว้ก้อไม่รู้เพราะอากงแกช่วยพูดทวนหลายรอบซะเหลือเกิน เชื่อเหอะวันไหนไม่มีไรทำ ออกไปเดินรอบๆถนนเยาวราชในรัศมี 1 กิโลเมตรดูแล้วอย่าลืม พก เค้าเตอร์เพนไปด้วย ( เผื่อนวด ) แถม มีของกินอร่อยๆตามริมทางอีก เพียบ

มีร้านแนะนำร้านนึง ถ้าถามว่าอร่อยหรอถึงแนะนำ ผมว่าผมเองที่บอกไม่ได้ว่่าอร่อยหรือปล่าวต้องไปโดนกันเอาเอง มันไม่ได้สำคัญที่ข้าวหมูแดงหรืออะไรอร่อย แต่ที่ดึงดูให้ผมต้องมานั่งกินร้านนี้ก็เพราะ กำแพงข้างร้านที่เต็มไปด้วยรูปภาพในหลวงที่ไม่ค่อยได้เห็นจากที่ไหน แค่นี้ก็ทำให้ครั้งแรกที่ผมมากินก้อ อึ้งไป แต่ที่จำให้อึ้งยิ่งกว่านั้นบนกรอบรูปส่วนใหญ่จะเห็นได้ว่า อากง จะเขียนว่า " ทรงพระเจริญ " โอ้ววววววววว ซึ้งใจ อากง คนนี้เลย แบบว่ายังจำเลยไว่าด้ครั้งแรกที่เห็น ขนลุกขึ้นมาเลยและ แบบบอกไม่ถูกอะ..........

.......................................................................................................
พูดถึงงาน
- อยากให้พอเกิดการซ้อนภาพแบบขั้นบันได้แล้ว อยากให้ outline มองแล้วเป็นรูปช้าง ( พอเป็นช้างปะ )
- ไม่รู็ทำไมอยู๋ดีๆก้ออยากทำเป็นรูปช้าง ( บางครั้งเหตุผลก็วิ่งมาช้ากว่าความรู็สึก....ติส อีก )

ร้านเป็นตึกแถวเล็กๆฝั่งเดียวกับวัดเล่งไหล่หยี่ เค้าเรียกกันว่าพลับพลาชับมั้ง เลยแยกเสือป่าขึ้นมาแยกนึงอะ ไม่สังเกตไม่เจอหรอก 555

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2551

ชีวิตที่ " เพียงพอ " หรือ ชีวิตที่ " พอเพียง"




...............................................................................................................................
อยู่อย่างอาระยะ - อยู่กับธรรมชาติ เรียนรู้ธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ และปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ
................................................................................................................................

วันนี้ไม่รู้อะไรมาสกิดต่อมความรู้สึกให้นึกไปถึง ช่วงปีใหม่ที่ได้ขึ้นไปแอ่วดอยที่เชียงฮาย ได้ไปใช้ชีวิตอยู่อย่างอารยะ ในอำเภอไม่เล็กและไม่ใหญ่ มีชาวบ้านอยู่กันไม่มากมายนัก เป็นอำเภอที่เงียบสงบมาก แต่ก็น่าอยู่เลยทีเดียวและเป็นการท่องเที่ยว ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแต่มันก็มีอะไรอยู๋เต็มไปหมดเลย ( ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ที่เราว่าเราจะเก็บส่วนไหนมากกว่ากัน จิงมั้ย ) ได้ใกล้ชิดกับชาวบ้าน ได้รับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเวลาเราทำอะไรแปลกๆเปิ่นๆ ( ทีใครทีมัน ) อยากบอกว่าที่เชียงรายอากาศดีมากๆๆๆ ต้มผักชีหวานสุดๆๆ ( ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน บอกได้คำเดียวว่า อ่ะะะะะะะะะะะ )ได้หัดอุ๋คำเมืองดวยก้อ หรือกะ ( ไว้จะกลับไปถามแม่เพื่อนละกาน ที่กรุงเทพนะดันจะไปถามที่โน่นก็นะ ตังอะพี่ )

ก้้อไม่รู้นะว่าจะมีโอกาศได้กลับไป ซู้ดด.....อากาศให้ล้นปอดอีกครั้งหรือป่าว.....
...............................................................................................

( อาศัยการเป่าหู.. )
- อยากอิ่มเอมบรรยากาศโดยรวม ( ใช้คำซะ ) และอยากให้มองลึก ลึก ลึกลงไปอีก( อย่าลึกมากนะเหดียวจม ไม่ใช่เรื่อ โอ้ววววว ) แอบซ่อนเรื่องราว( จริงๆแล้วตั่งใจ )ของการดำนินชีวิตของชาวบ้านตั่งแต่เช้าจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ( พูดอย่างกะหนังสือ อสท. )

...............................................................................................
การท่องเที่ยวที่ได้มากกว่าการพักผ่อน....................

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2551

ผลประโยชน์ที่ ทันซ้อน ( PG 01 )



เป็นการนำ เส่นนำสาย ที่มีอยู่ในภาพนั้น มาเรียงให้เกิดความต่อเนื่องกันเส้นวงรูปวงกลมแล้วจากนั้นใช้การแทนที่ของที่ว่างไปเพื่อสร้างมิติ
.......................................................................
แล้วจะไปทำไรต่ออะ
.......................................................................
- รวมเล่มกราฟฟิคหรอ ง่ายไปมั้ง
- ไปทำเป็น pattern ละเป็นไง แล้วไงเอา pattern ไปทำไรต่อละ........คิดต่อไป
.......................................................................
ให้ชื่อโครงการว่า PG 01 : PhOto GraPHic 01

โอ้ว หมานคร ......... ( GP 01 )



เมื่อวานก่อน หลังจากที่ได้ไปส่ง file รูปบนตึกที่เสียดฟ้า มันได้อารมณ์ แบบบอกไม่ถูก หวิวๆ แปร่มๆ
ในสมองเริ่มคิด รู้สึกเหมือนว่าคนที่อยู่ด้นล่างเป็นเสมือน มดงาน ที่คอยทำงานอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะ
สร้าอนาจักรหรือขอบเขตที่เป็นส่วนตัว หรือเพื่ออะไรซักอย่างของเค้าอะและ
......................................................................................

ตัวงานชิ้นนี้อยากแสดงให้เห็นถึง ความสามารถของมดงาน
.......................................................................................

- มดงานสามารถสร้างสรรค์ได้ทุกสิ่งอย่างและพร้อมที่จะทำลามมันไปพร้อมๆกันด้วย
- ถ้ามี สีเขียว เยอะกว่านี้คงดีกว่านี้ เนอะ...

.......................................................................................


งั้น

.......................................................................................
ไปทำมาใหม่ให้มีสีเขียวมากกว่านี้ หรือยังไง เพื่ออะไร แล้วได้อะไรกับมัน
ลองดู
.......................................................................................
ให้ชื่อโครงการว่า GP 01 : GREEN PEACE

LoGo " มายเปดดด "

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2551

วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2551

ใส่ contence ลงไปในภาพ ( NT 01/1 )



...
ปาดนิดด.. โฉบหน่อย มุด..เล็กน้อย มันช่างเป็นสันชาตญาฯ ของนักขับรถซะจิงๆ อ้ายเพื่อนผมก็มีอยู่คนนึงเวลาขับรถกลับบ้านยิ่งไฟถนนช่วงดอนเมืองนะ เรียกได้เลยว่า ดอนเมืองดิฟ เป็นไฟที่มีสีเหลืองเป็นเอกลักษณ์มาก จะอ้างว่าถนอมสายตา หรือทำให้ไม่แยงสายตาเวลาขับรถ ผมว่ามันจะหลับเลยและ ช่วงดึกๆถนนโล่งนิดหน่อยเป็นไม่ได้ กุต้องมุด กุต้องเหยียบ จะทำอะไรก็ได้ขอให้มันเร้าใจไว้ก่อน ไม่รู้จารีบไปทำไม ....................................

.......................................................................................

ตัวงานชิ้นนี้อยากแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของคนที่นั่งกับคนขับ

.......................................................................................

- นั่งรถคันเดียวกัน คุยเรื่องเดียวกัน แต่สมาธิของทั้ง 2 แตกต่างกันออกไป
- คนขับยอดนักซิ่งสายฟ้า สายตาไม่ละออกไปจากถนน ในสมองมีแต่หาทางแซง
- คนนั่ง ดูบรรยากาศที่ผ่นมา พร้อมชวนคนขับคุยไม่ให้ง่วง (​ แนะ ไปกวนเค้าใช้สมาธิอีก )
.......................................................................................

Comment
- อารมณ์ภาพ พอได้ แต่
- detail ลึกๆ ของทั้ง รถ คนั่ง สภาพแวดล้อม ไม่ผ่าน

สรุป ( เอาเอง )
- งานที่ออกมานั้นดูเป็นเรื่องส่วนตัวมากไปนิดนึง
- สู้ๆเดอะเปดดดดดดดดด
.......................................................................................

ดลใจ_ใจดล ( NT 01 )




ในช่วงแห่งห้วงเวลาอันยาวนานบนท้องถนน หลังจากที่ทุกๆคนก้าวกระโดนออกจากอนาเขตที่ทำงาน เพื่อกับไปทำหน้าที่ตามแต่ที่ตนเองรับผิดชอบโดยปราศจากเงินเดือน ( จะพาอ้อมไปไหนเนี่ย ) ที่ที่ทุกสิ่งอย่างหยุดนิ่ง ฝนเริ่มตก ประชากรต่างพร้อมใจมุ่งหน้ากันกลับบ้านมั่ง ไปเที่ยวมั่งและ อะไรต่างๆบ้างละ โอ้ว มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ ทุกอย่างมันใช่ซะจริงๆ เราไม่สามารถจะหลีกหนีไปไหนได้ได้แต่นั่งนิ่งๆเพื่อข่มขู่ใจตัวเองไม่ให้แสดงอาการไร้สาระออกมา

หลังจากพร่ามจากรูปไปซะนาน ผมสังเกตเห็นว่าในภาพนี้ขาดอะไรไปหลายอย่าง เราไม่พูดเรื่องคอมโพสแล้วกันเพราะว่ามันติส 55 พูดเรื่อง conten ก่อนเลยไม่มี พูดถึงความงาม ก็มันเป็นเรื่องของติสอีและ แต่ถ้าพูดกันตรงๆๆก้อ
- ไปทำต่อมาฟ๊ะ เดอะเป็ด ( อย่างให้กำลังใจตัวเอง อะ )
...........................................................................................................
ให้ชื่อโครงการว่า NT 01 : NIHGT TIME 01

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2551

ก้าวใหม่กับซีเคว้น

หวนรำลึกถึง เทมอที่หนักที่สุดใน 4 ปีที่ผ่านมา
.
.
.
เอาแว้ว
.
.
.
ลองดู ดูลองกอง

วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2551

....ก้าวต่อไป

......................................

ปีนี้กะว่า จะเสาะหาสิ่งดีๆให้แก่ชีวิต เคยจำได้เลยว่าตอนอยู่ปี สอง ก็ได้ส่งประกวดเหมือนกัน สรุปว่า ล่มไปส่งไปแบบคิดเองเออเอง ไม่มีแนวทาง ไม่ ไม่ทุกอย่าง แล้วปีนี้ก็ ว่างอยู่เลยกะว่าจะลองกับมันอีกซักตั่งนึง จะเอาเงินรางวัลไปซื้อกล้องจะได้ไม่ต้องขอมาม้า
( ออกรายการสู้เพื่อแม่ได้เลยนะเนี่ย )


STaRT...
...................................................................................................................................................................

===== YoUNg ThAI ArTISt AWaRD 2008 =====

....................................................................................................................................................................

ก้าวที่ผ่านมา ............

ที่ผ่านมาหลังจากได้รับผลกระทบทางการเมืองที่ไม่มั่นคง ทำให้คนดีๆ อย่างพวกเราพลอยจบช้าไปอีก 1 ปี ( โคตรอ้าง ) แต่ก้อ เอาแล้ว งั้นหันมาทำตัวให้ทรงคุณค่าในตัวเองก่อนดีก่า สันยากะตัวเองไว้แล้วว่าต่อไปนี้ถ้า จะเมาต้องเมาอย่างมี สวัสดิภาพ จะได้รู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จากที่ผ่านมาได้ไปไหนต่อไหนได้ร่วมงานกัับคนหลาหลายเพศ หลากหลายวัย มันทำให้ อะไร อะไร นั่นดิอะไรละ เออ เอาเป็นว่าได้ประสบการณ์ทุกรสชาติจิงๆๆ ได้ทำงานเป็นระบบ ได้ก้าวไปสู่โลกการทำงานจิง รู็เลยว่าไอ้ความฝันที่จะก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งในทีมงาน " ขอบหน้าต่างสีเหลือง " ยังอยู่อีกหลายปีแสงนัก แต่ก้อ เอาน่า ( อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความ แตกต่าง ) และมันถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีกล้องเป็นของตัวเอง ( เปลี่ยนเรื่องอย่างไว ) แต่ก็นะ จาไปขอแม่ก้อใช่เรื่อง โตจนหัวยัดลงตุ่มไม่ได้อยู่แล้วยังจะขอตังแม่อยู่อีก ( หรือจาขอดี ) ..... ก้อ ยืม ( กล้อง ) เค้าต่อไป ละกานนนนน ( ขอโทษด้วยกะทุกๆๆคนที่ถูกยืม 555 ) กะลาเก็ดตะยู เกือกและ....

หมดแล้วฤดู จำศีล




หลังจากห่างหายไปนาน ครานี้กลับมาเริ่มต้นกัน the ped go on . ( รู้สึกแปร่มๆๆ กะสโลแกนตัวเองเนอะ )