วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551

จำศีลผนึกลมปาณ

ฝนสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นสุด ฤดูจำศีลผนึกลมปาณ
.....................................................................................................

กำลังจะก้าวสู่ เดือนสุดท้าย แล้ว ( สู้เว่ยเป็ด กุรู้มึงท้อ สู้สู้ )

.....................................................................................................

1 เดือนกับการ Research กำลังจะหมดลง ( ได้อะไรมาบ้าง ฟ๊ะ )

ได้รู้คำตอบว่าที่เคยไปถามอาจารณ์ กันต์ ว่าจะทำงานประกวดอ้นนึงจะทำเรื่อง
อะไรดี ( อาจารย์พูดมาแบบนิ่มๆๆ ว่าแล้วสนใจอะไรละ ) เท่านั้นละ สิ้นสุดการ
สนธนาเลยฮับ นั่นดิ สนใจอะไร รู้แต่ว่าชอบถ่ายภาพ ถ่ายอะไร เพื่ออะไร บอก
ได้เลยว่าตึบมักๆๆ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าจะถ่ายอะไีร และเพื่ออะไรแต่ได้อะไรนี่เริ่ม
ไม่แน่ใจ 555

.....................................................................................................

วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2551

จะถ่ายอย่างไง(เริ่มจากหาห้องน้ำก่อนเปนไง....เอ้ออ)




" ลืมตามาก้อเจอจันทร์ "

................................................................................................

----- เอาแสงมาวาดภาพ -----

................................................................................................

ในขณะที่

Light Painting คือ การวาดภาพด้วยแสง
- กล้องจะนิ่ง ( วัตุนิ่ง ) แสงไฟเคลื่อนไหว

แต่ ผมจะ ( เอาแสงมาวาดภาพ )
- โดยกล้องจะเคลื่นไหว ( วัตถุนิ่ง ) แสงก็จะเคลื่อนไหว
- มีการใช้หลักการถ่าย Panning เข้ามามีส่วนช่วย (เพื่อสร้างอารมณ์ รึป่าว..)

...................................................................................

ขอตั่งว่า PP Lighting ละกานนะ( คิดเอาเอง 55+ )

จะว่าไปแล้วมันก็เหมือนเป็นการกลับค่าของการถ่าย
Light Painting

วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2551

งั้นก็เอาแสงมาวาดภาพ แต่...

ลืมยังว่าสนใจที่จะถ่ายอะไร อะไร อะไร5
.................................................................................................

ยัง!! ก้อยังคงเป็น

แสงไฟ ที่มีอยากมากมายและหลากหลาย แล้วยังไงต่ออะ ก็จะไปเก็บรวบ
รวมมาแล้ว นำภาพแสงทั้งหมดมาสร้างเรื่องราวของมหานคร ของเฮา......


Light Painting (คือ การวาดภาพด้วยแสง) แต่ ผมจะ (เอาแสงมาวาดภาพ)


.................................................................................................

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551

การวาดภาพด้วยแสง

ในภาษาอังกฤษคำว่า การถ่ายภาพ คือ Photography (อ่านว่า โฟโตกราฟฟี)

......................................................................................................

มาจากการผสมคำกรีกสองคำ คือ คำว่า
- phos ซึ่งแปลว่า แสง
- graphis หรือ graphê ซึ่งแปลว่า การเขียน.

เมื่อรวมกันแล้ว จึงมีความหมายตรงตัวว่า การวาดภาพด้วยแสง

.....................................................................................................

Phos หมายถึง แสงสว่าง
Graphein หมายถึง การเขียน

รวมกันจึงหมายถึง "การเขียนด้วยแสงสว่าง"

ความหมายของการถ่ายภาพ มี 2 ประเด็น คือ
- เชิงวิทยาศาสตร์ หมายถึง การทำปฏิกิริยาระหว่างวัสดุไวแสงกับแสง
- เชิงศิลปะ หมายถึง การวาดภาพด้วยแสงและเงารวมทั้งการผสมสีเพื่อถ่ายทอดความหมาย ความรู้สึก อารมณ์ หรือทัศนคติ

สรุป : การถ่ายภาพ คือ การสร้างภาพเพื่อสื่อความหมาย ความรู้สึก อารมณ์ รวมทั้งทัศนคติ โดยใช้กระบวนการที่ปล่อยให้แสงสว่างสะท้อนมาจากวัตถุผ่านเข้าไปกระทบกับวัตถุไวแสง แล้วจึงนำวัตถุไวแสงไปผ่านกระบวนการสร้างภาพให้ปรากฏ

......................................................................................................

แล้ววววววว เออออ วาดภาพด้วยแสง แสงวาดด้วยภาพ ภาพด้วยแสงวาด ( ไปกันใหญ่ )

เติมความคิด(หน่อย)

" ต้อง อ่าน อ่าน และ อ่าน "

จาก "On Being the Photographer"
บทสนทนาระหว่าง David Hurn ช่างภาพแม็กนั่ม  กับ Bill Jay
.............................................................................


บิล - เมื่อเราถกกันถึงเรื่องคำนิยาม ที่คุณบอกว่าแก่นหลักของการถ่ายรูป คือการแสดงให้ได้ว่าสิ่งต่างๆ ที่ถ่าย มันเป็นยังไง นี้เป็นจุดสำคัญเพราะ มือใหม่ มักสนใจแต่อุปกรณ์ ไม่ได้มีความคิดสนใจในสิ่งที่จะถ่าย


เดวิด - ใช่ ขอเน้นที่ประเด็นว่า คุณไม่อาจเป็นนักถ่ายภาพได้เพียงเพราะคุณมีความสนใจในการถ่ายภาพ

บิล - กรุณาอธิบาย

เดวิด- คนส่วนมากมักสนใจถ่ายภาพในทางฉาบฉวย เพราะคนส่วนมากมักสนใจในชีวิตอันมีเสน่ห์ ของช่างภาพสงครามหรือช่างภาพแฟชั่นระดับแนวหน้าหรือความภูมิใจในการครอบครองกล้องที่สวยและสุดยอด หรือเคล็ดลับในห้องมืด หรือรูปที่สวยๆที่พวกเขาสามารถถ่ายเลียนแบบตามได้เหมือนอย่างไรก็ตาม การทำอย่างนี้นั้น ไม่ว่าเขาจะ มีความสุขแค่ไหน สนุกยังไง ก็ยังไม่พอที่จะทำให้เขาเป็นนักถ่ายภาพที่แท้จริงได้ เหตุผลคือ การถ่ายภาพ เป็นเพียงตัวกลางในการแสดงออกซึ่ง เสน่ห์ หรือความจริงที่เป็นอยู่ของสิ่งต่างๆ  อุปมา เช่นการเลือกซื้อรถยนต์ที่เลิศหรู เพื่อแสดงถึงฐานะ หรือการดึงดูดใจเพศตรงข้าม หรือซื้อเพราะมันมีการตกแต่งภายในอย่างหรูหรือมีวิศวกรรมที่สุดยอด หรืออื่นๆ แต่สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมานั้น ไม่มีค่าเลยถ้า รถคันนั้นมันไม่สามารถพาคุณไปที่ต่างๆได้


บิล - จุดหมายของการถ่ายภาพก็คือการนำเสนอความเป็นไป ของสิ่งนั้นหรือชีวิตนั้น ภายใต้สภาวะการณ์เฉพาะ หรือเวลาพิเศษและแสดงผลนั้นให้ผู้อื่นทราบ


เดวิด - ใช่ แต่ขอเตือนตรงนี้ว่า แม้ว่าที่คุณกล่าวมาจะจริง มันไม่ใช่การบันทึกเฉพาะด้านดี ของอะไรก็ได้ บางภาพจะสวยกว่า น่าสนใจ บันดาลใจกว่า แต่ที่มากกว่านั้น มันต้องมีรูปแบบเฉพาะที่ลบไม่ได้ ของผู้ถ่ายดังนั้นคำถามคือ อะไรเป็นตัวสำคัญที่จะเปลี่ยนภาพที่ดูธรรมดาๆ ให้เป็นภาพยอดนิยม

บิล - แล้วคุณว่าอะไร

เดวิด- มันอยู่ที่การเลือกสิ่งที่จะนำเสนอ นักถ่ายภาพต้องเน้น ถ่ายทอดความเป็นไป ของภาพ ไม่ใช่แค่ความสวยงามที่มองเห็นจะทำอย่างนี้ได้ ต้อง ทุ่มเท อ่าน ค้นคว้า พูดคุย พยายามและอาจล้มเหลวมาหลายต่อหลายครั้งในเวลาที่ยาวนาน

บิล - ผมทึ่งมากเลยกับความคิดนี้ สำหรับผมมันดูเหมือนว่า เสน่ห์ที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องของการถ่ายภาพ คือคุณต้องค้นหาความเป็นไปในสิ่งที่จะถ่าย ไม่เข่นนั้นจะไม่สามารถถ่ายทอดความน่าสนใจนั้นให้คงอยู่ได้นานๆ และผมได้เรียนรู้จากคุณ หลังจากที่คุณบอกว่าภาพของผม น่าเบื่อ ในปี 1967 ซึ่งผมเขียนไว้ในหน้าแรกเลย

“ผมควรที่จะหยุดการพยายามที่จะเลียนแบบช่างภาพอื่นๆ “

มันช่วยผมได้มาก ผมเริ่มถ่ายภาพแบบใหม่ มุ่งมั่นในสิ่งที่ผมสนใจจะถ่าย ไม่ได้คิดถึง ความสำเร็จ ชื่อเสียงต่างๆ แต่แค่ความสนุกในการปลดปล่อยความเป็นไปซึ่งผมได้ทำต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

เดวิด - สิ่งที่ทำให้มือใหม่สับสนนั้นส่วนหนึ่งก็คือ ผู้สอนต่างๆ เน้นว่าภาพมาได้ยังไง ใช้เทคนิคอะไร มันแตกต่างและเป็นศิลป์อย่างไร  มากกว่าการเน้นการสอนในการเลือกสิ่งที่จะถ่าย

ประวัติของภาพถ่าย ก็คือ ประวัติดั้งเดิมของการเลือกสิ่งที่จะนำเสนอ ดังนั้นสิ่งแรกคือ ต้องเลือกว่าจะถ่ายอะไร ความสนใจ กระตือรือร้น ของคุณต่อสิ่งนั้น จะทำให้คุณถ่ายทอดความเป็นไปของสิ่งนั้นออกมาให้ผู้อื่นทราบได้ จากภาพของคุณ
บิล - อืม อันนี้ทำให้ผมระลึกถึง ราล์ฟ สไตเนอร์ นักถ่ายภาพผู้ยิ่งใหญ่ เขามักจะเขียนจม.มาเย้าผมเล่น หลังจากได้เห็นผลงานของผม และมักลงท้ายว่า" แต่คุณก็ยังไม่ได้บอกผมว่าคุณเล็งกล้องถ่ายอะไร อันนี้จึงสำคัญ" และเขาพูดถูกอย่างที่พวกอังกฤษมักพูด (สำนวน get down to brass tack) เราควรกลับไปที่การเปลี่ยนแนวทาง โดยเน้นให้คำแนะนำในการเลือกสิ่งที่จะถ่าย

เดวิด - ล้อเล่นน่า ผมเดาว่าการให้คำแนะนำว่าอะไรควรเลือกถ่ายนี่ ไม่ได้รับความสนใจหรอก และแม้ว่าพวกเขาจะสนใจ แต่ผมก็ไม่สามารถรู้ได้ถึงจิตใจคนอื่นๆว่า เขาชอบเรื่องอะไร

บิล - ก็ใช่นะ แต่เราพูดเฉพาะหลักการเลือกก็ได้กระมัง
.....................

เดวิด - สิ่งแรกที่ควรทำคือ จดบันทึกในเวลาสงบที่ความคิดบังเกิดขึ้น เขียนสิ่งที่คุณสนใจ หรือเขียนรายชื่อสิ่งที่คุณชื่นชอบโดยไม่ต้องมีการเกี่ยวข้องกับรูปถ่ายก็ได้ หาดูว่าอะไรที่ดึงดูดความสนใจของคุณมากที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ต้องสนใจการถ่ายภาพพยายามระบุให้เจาะจงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ และถ้ามีรายชื่อมากแล้วก็ค่อยๆมาตัดออกโดย การพิเคราะห์ว่า

- เรื่องนั้นมันมองเห็นได้หรือไม่ ?

โดยการตั้งคำถามนี้ต่อตัวเอง

คุณก็สามารถตัดพวกเรื่อง ปรัชญาแนว เอ็กซิสตองเชียล (แนวของ ฌัง ปอล ซาร์ต -ผมอธิบายเอง)

เรื่องบัญญัติเดิม(Old testament) หรือสิ่งมีชีวิตในดาวดวงอื่นๆ ออกไปได้

- เรื่องนี้ทำได้หรือไม่?

คุณก็จะสามารถตัดเรื่องที่ทำได้ยากออกไป ยก ตย.เช่นคุณ อยู่ในเดนเวอร์ มีรายได้จำกัด คุณควรตัดเรื่อง เจดีย์ในญี่ปุ่นออกไป นอกจากจะดูว่าทำได้หรือไม่แล้ว ให้ดูว่าจะเข้าถึงได้หรือไม่ด้วย
เช่นไม่ควรถ่ายภาพดาราดังเพราะมันเข้าถึงได้ยาก

- เรื่องที่จะถ่ายคุณรู้ดีพอหรือไม่?

ถ้าไม่รู้อย่าทำ หรือจนกว่าคุณจะค้นคว้าอย่างพอเพียง เช่น คุณไม่ควรถ่ายภาพแหล่งเสื่อมโทรมในเมือง โดยเพียงแค่ เดินถ่ายรูป ของพังๆ ต่างๆตามหน้าประตูบ้าน อย่างนี้ เป็นการฉกฉวย ไม่ใช่การสำรวจ (ตรงนี้เป็นการเล่นคำในภาษาอังกฤษคือThat’s exploitation, not exploration)

- มันน่าสนใจหรือเปล่า

อันนี้ใช้กลอุบายได้ แต่ก็มีค่าควรที่จะถามตัวเองก่อน เพราะถ้ามีหลายๆเรื่องที่คุณสนใจเท่าๆกัน คุณควรดูว่าอะไรที่คนอื่นอาจสนใจ ที่ว่าอาจต้องใช้กลอุบาย ก็คือเรื่องที่คุณจะทำนั้นอาจมีกลุ่มคนที่สนใจเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ด้วยอุบายที่เหมาะสมอาจชักนำให้เกิดความสนใจในชนกลุ่มใหญ่ได

บิล - ขอผมแทรกตรงนี้ ในฐานะผู้บรรยายอาชีพ มันยากในการถ่ายทอดสิ่งที่ไม่น่าสนใจ ให้แก่กลุ่มผู้ฟังที่กำลังเบื่อ ผมต้องชักจูงความสนใจของพวกเขาขึ้นมาก่อนที่จะปล่อยสาระที่ต้องการออกไป
ผมไม่ใช่ผู้ให้ความบันเทิงอาชีพ เชื่อว่ามันมีเส้นแบ่งที่ชัดเจน ระหว่างเรื่องที่อยู่ในความสนใจของคนกลุ่มใหญ่ หรือการชักจูงให้เกิดความสนใจ ผมเรียกมันว่า bum-factor คือผู้ฟังตระหนักเพียงไรว่าก้นคุณนั่งอยู่บนอะไร

คุณกำลังพูดถึง เส้นแบ่งนี้ใช่มั้ยครับ แบ่งระหว่างเรื่องที่คุณสนใจกับ เรื่องที่คนสนใจ

เดวิด - ใช่ ถ้าผลการพิจารณาจากคำถามข้างต้น แล้วผลออกมายังเท่าๆกัน มันก็ไม่เสียหายถ้าจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่สนใจ ในความเป็นมนุษย์ ทำให้บางครั้งเราต้องเลือกบางอย่างโดยไม่ต้องมีเหตุผลแต่เราควรคำนึง ถึงเหตุการสีเทานี้ บางครั้งอาจลืมจุดสำคัญ เรื่องที่ควรเลือกอาจเป็น

ก. เรื่องที่คุณสนใจมากๆอย่างน้อยก็ช่วงเวลาหนึ่งที่จะผลิตงานออกมาได้
ข. สามารถสื่อออกมาเป็นภาพได้ แม้ในทางตรงข้ามกับคำบรรยาย
ค. มันยังคงอยู่ ทำให้เมื่อคุณมีเวลาทบทวนแก้ไข ยังคงทำได้

บิล - ผมขอเพิ่มตรงนี้สักเล็กน้อย ขอให้เจาะจงเรื่องให้แคบลงเท่าที่จะทำได้ รายนามสิ่งที่น่าสนใจมันอาจมากและกว้างเกินไป ที่จะใช้ได้ ผมมีประสบการณ์ในการเลือกเรื่องที่จะให้นักเรียนสัมมนาหรือวิจัย ซึ่งนักเรียนมักเลือกเรื่องที่อาจเขียน เป็นหนังสือทั้งเล่มได้ ใม่ใช่แค่หัวข้อ ความยากอยู่ตรงที่จะเลือกเรื่องเล็กๆ ที่น่าสนใจได้อย่างไร พวกเขาอาจเลือก ลักษณะแห่งวีรบุรษ ผมอาจแนะนำ เรื่องของ "เลวิส แครรอล " พวกเขาอาจเลือก การแบ่งแยกลักษณะภาพถ่าย ผมอาจบอก "การใช้ลูกแก้วในงานถ่าย "หรือพวกเขาอาจเลือก ภาพถ่ายของละติน-อเมริกัน ผมแนะนำ "ภาพดิจิตอลของ เปโดร แมร์ " นี่เป็นแค่ยกตัวอย่างในการเลือกให้เล็กลง

เดวิด - มันเหมือนกัน ในการเลือกเรื่องมาถ่าย เมื่อผมพูดว่าให้เจาะจงที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผมหมายถึง เรื่องที่เป็นไปได้ ในเวลาที่เหมาะสม ดั้งนั้น ถ้าเลือกดี เรื่องก็จะทำได้ง่ายเอาละผมขอยกตัวอย่างบ้างเช่นอาจเลือก ชีวิตในการเป็นนักศึกษาในวิทยาลัยทั่วไป แทน "การศึกษา" ต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรม แทน "ดอกไม้" คงได้ประเด็นความคิดนะครับ

บิล - ผมว่าสำหรับมือใหม่ การแนะนำให้สร้างรายชื่อ อาจก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างดื้อรั้นได้การเน้นให้เข้าถึงเรื่องของสิ่งที่จะถ่าย ผมแน่ใจว่า จะทำให้บางคนอาจคิดว่า มันทำลายความสุขในการถ่ายภาพ

เดวิด - อาจเป็นได้ แต่ความจริงก็คือ มัน(การสร้างรายชื่อ)ได้ผล

การถ่ายไปเรื่อยๆ หวังว่า จะมีสักรูป ที่โดดเด่นขึ้นมา(แบบที่มือใหม่ทำกันอยู่นั้น) ผลคือมันไม่ได้เรื่องครับ เสียใจด้วยนะครับสำหรับมือใหม่ ถ้าวิถีของมืออาชีพ มันไม่ตรงกับความคิดฝันของคุณ
ที่ผมจะบอกได้ก็คือ ในสี่สิบปี ที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนักถ่ายภาพที่เก่งๆ ทั่วโลก ที่ใช้เครื่องมือ/อุปกรณ์ และแนว แตกต่างกันไป แต่ทุกคนมีความคิดร่วมเหมือนกันในการถ่ายภาพ พวกเขามีความรู้ ความกระตือรือร้น และเข้าใจในสิ่งที่กำลังถ่าย และพวกเขามีการวางแผนล่วงหน้า

บิล - เราค่อยกลับมาที่ความคิดในการวางแผนการถ่ายอีกครั้งในภายหลัง แต่ผมขอบอกว่า จุดประสงค์ของการคุยนี้ก็เพื่อ สร้างแรงบันดาลใจให้เหล่ามือใหม่ทั้งหลาย การแนะนำนี้ดูเหมือน จำกัดความคิดในการเริ่มถ่าย แนะนำตรงไปที่การบันทึก ใบหน้า สถานที่ แต่แท้จริงแล้วเราเริ่มที่การชี้แนะมือใหม่ แต่สำหรับนักถ่ายภาพทั่วๆไป การคุยในวันนี้ไม่ได้จำกัดความคิด แต่ยังแนะด้วยว่าให้พัฒนา ไปได้อย่างไม่มีข้อกำหนด ตามแต่ความสามารถในการแปลผลของแต่ละคน

เดวิด - ใช่ครับ ในการเริ่มต้น ต้องแคบและชัดเจน เพื่อจะได้รู้ว่าจะเล็งกล้อง ไปทางใด อย่างที่สไตเนอร์ ว่าไว้ และเมื่อถ่ายภาพมากๆเข้า ความกระตือรือร้น ความรู้ที่ได้ จะพัฒนาให้คุณรู้ลึก และกว้างมากขึ้นในการถ่ายของคุณเอง มันจะมีทางไปของมัน

บิล - ผมขออุปมาดังนี้ เมื่อผมอยากจะทำสวน ผมจะปลูกต้นไม้ ผมสามารถเลือกเอา ส่วนต่างๆกิ่งไม้ ลำต้น ใบ มาใส่ ได้เลย ก็กลายเป็นต้นไม้ที่ต้องการ จะให้สวยยังไก็ได้แต่ต้นไม้ คงจะตาย มันไม่เติบโต ดังนั้นเราควรเริ่มจากต้นกล้า ค่อยๆเพาะและรดน้ำดูแล อดทน หน่อนั้นก็จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ และมีรูปร่างแตกต่างๆไป มีความแปลก แตกต่างและงดงามโดยเราคาดไม่ถึง
เช่นกันกับการถ่ายภาพ การเติบโตทางความคิดอ่าน การถ่ายเรื่องที่เลือกแล้วให้ออกมาให้เห็นได้

เดวิด - อย่างที่คุณทราบ บางครั้งการมองปัญหา ถ้าเรามองมุมกลับอาจทำให้เห็นทางออกง่ายขึ้น
เช่น ปัญหา ความซื่อสัตย์ในการถ่ายภาพ เราอาจมองว่าอะไร คือความไม่ซื่อสัตย์ในการถ่ายภาพ ก็จะมองได้ชัดเจนขึ้น เช่นกัน อะไรคือทางเลือกในการให้ความสำคัญกับสิ่งที่จะถ่าย ? มันอาจเป็นความน่าหลงใหล มากของการคว้าภาพในช่วงที่สวยงามของดอกไม้ไฟ แต่ความลึกและความเป็นมาเบื้องหลังนั้นอีกเรื่องหนึ่งมือใหม่อาจต้องเครียดในการหาความแตกต่าง และความใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำ จนทำให้เกิด การใช้วิธีการที่ไม่ถูก และนำไปสู่การกลายเป็นต้นไม้ที่ตายแล้วในที่สุด

อีกปัญหาหนึ่ง ถ้าภาพที่ได้ไม่แสดงถึงความเป็นมา ถ้าใช้คำของ เอ็ดเวิร์ด เวสตัน ดังนั้น นักถ่ายภาพก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไรกับโลกแท้จริง พวกเขา (ผู้ถ่าย) แค่ตัดสินสิ่งต่างๆ ตามจากตัวเอง "นี่คือสิ่งที่ฉันรู้สึก" ซึ่งมันมีมานานแล้ว และมันนำไปสู่การวิเคราะห์อันไร้ประโยชน์โดยที่งานนั้นมีคุณค่าเพียงผิวเผิน

บิล - ผมเกรงกับสิ่งเหล่านี้ (ความมั่นใจ ดื้อรั้นทำ ในสิ่งที่ตนยังไม่เข้าใจเพียงพอ) เป็นวิกฤติอย่างหนึ่งของการถ่ายภาพที่ต้องเผชิญความเป็นตัวตนนั้นมีบางคนเชื่อว่านักถ่ายภาพควรย้อนพิเคราะห์ดูตัวเองประหนึ่งเป็นคนธรรมดาทั่วไป แต่ผมไม่เห็นด้วย มันตลกที่มักจะรู้สึกกันว่ามือใหม่ มีความลึกของตัวตนที่จะแสดงออก และแม้ว่ามันจะมีความตื้นเขิน ผิวเผิน และคับแคบ ไม่ต่อเนื่อง แต่เมื่อได้รับการยอมรับ ผู้นั้นก็กลายเป็นนักถ่ายภาพได้ อย่างน่าประหลาด

เดวิด- มันไม่มีมาตรฐาน ที่ผมหมายถึงคือไม่มีการกำหนดออกมาเป็นสิ่งที่วัดได้ว่าภาพไหนสำเร็จหรือภาพไหนล้มเหลว  ถ้าเขาบอกว่า "นี่ไงที่ผมรู้สึก" คุณไม่อาจบอกได้หรอกว่า "คุณไม่ควรรู้สึกแบบนั้น"

ขอเตือนว่า ผมไม่ได้คัดค้านการถ่ายภาพในแนวของตัวเองนั่นเป็นประโยชน์ของการใช้เครื่องมือ  แต่อาจเป็นได้ที่จะมีคนชอบภาพแนวนั้นแค่คนเดียวคือตัวผู้ถ่ายเอง เป็นการยากที่จะพบว่า แนวนั้นสามารถมีผลให้คนส่วนใหญ่ชอบด้วย

บิล - นักถ่ายภาพส่วนมากจะสร้างความนิยมโดย การลดความเป็นตัวเองและเน้นความสำคัญของเรื่องที่จะถ่ายทอดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผมไม่ได้ล้อเล่นนักถ่ายดังกล่าวมักเป็นสมาชิกกลุ่ม ออกัส (กลุ่มนักถ่ายภาพใหญ่กลุ่มหนึ่งในประวัติศาสตร์) ทั้งหมดแทบไม่มีใครรู้จักตัวตน อย่างไรก็ตามวันนี้จะขอเน้น ที่แบบอย่างเฉพาะตัว
ของนักถ่ายถาพ ที่เหล่ามือใหม่มักเน้นและแสดงออกในตัวตน พอๆกับการแสดงสิ่งที่ถ่ายคุณเห็นด้วยไหมครับ?

เดวิด - ในยุคปัจจุบันของกลุ่มนักถ่ายภาพเชิงศิลป์ ผู้ที่นำเสนอเน้นที่งานมากกว่าความเป็นตัวเอง

จะเป็นการสร้างความแตกต่างที่โดดเด่น ไปโดยที่ไม่ต้องเน้นอะไรตอนนี้ผมขอพูดติดตลกว่าความจริงก็คือ นักถ่ายภาพหรือแม้กวี มักมีความคิดฝัน มีความเป็นตัวตนเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างผลงานภาพโดยไม่มีมันเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ไม่ใช่ความตั้งใจ เพียงแต่รูปแบบเฉพาะที่เกิด มันเป็นสิ่งที่เกิดตามมา ไม่ใช่เป้าหมายความเป็นตัวเองออกมาโดยไม่ต้องเน้น จะพบได้ว่าการเกิดรูปแบบเช่นนี้จะเด่นชัดและแข็งแกร่งมากกว่าการเจาะจงเน้นความเป็นตัวเองออกมาอย่างตั้งใจเสียอีก

บิล - คล้ายๆกับการเดินกลับกระท่อมกลางป่า ใต้แสงดาว คุณจะเห็นทางโดยไม่ต้องมอง หรือกลับมาที่การเปรียบกับต้นไม้ของผม การคงอยู่ของชีวิตที่เราเรียกต้นไม้ อยู่ได้ด้วยสิ่งที่มองไม่เห็นคือราก ที่อยู่ใต้ดิน รากทำให้ต้นไม้โต และสามารถยืนหยัดในลมพายุได้ ผมรู้ว่าอุปมานี้ไม่ค่อยดีนัก แต่ผมอยากให้มีการค้นหาตัวตนของสิ่งต่างๆ ด้วยตัวตนภายในของนักถ่ายภาพเอง

เดวิด - ใช่มันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนักแต่ผมเข้าใจความหมายของคุณ ผมว่าคำตอบนั้นง่ายๆเลย
คือการเข้าถึงเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่จะนำเสนอ ไม่มีคนสองคนที่เหมือนกันทุกอย่าง คิดเลือกรายชื่อเดียวกัน ทำในแนวเดียวกันการเลือกสิ่งที่จะถ่ายนั่นละคือการนำเสนอตัวตนของคุณแล้ว ยิ่งสนใจลึกลงไป คุณจะยิ่งเข้าใจ และนั่นละจะสร้างโอกาสในการ แสดงตัวตนภายในออกมา

บิล - ผมเคยดูโทรทัศน์สัมภาษณ์นักไวโอลินผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ที่ถูกถามให้อธิบายชีวิตในแต่ละวันเขาตอบว่า ในระหว่างอาหารเช้าเขาทบทวนโน้ตเพลง แต่งเพลงในช่วงเช้า คิดถึงดนตรีตอนเดิน ฝึกซ้อมไวโอลินตอนบ่าย เล่นคอนเสิร์ตตอนเย็น พบปะเพื่อนนักดนตรี และเข้านอนโดย ฝันถึงไวโอลิน ผู้สัมภาษณ์ตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะบอกว่า ดูเหมือนชีวิตช่างแคบเหลิอเกินใช่ นักไวโอลินตอบรับ และอธิบายต่อ ในตอนแรกชีวิตช่างแคบเหลือเกิน ไม่มีอะไรเลย แต่แล้วก็แปลก คล้ายๆกับดนตรีของผมผ่านจุดแคบที่สุดของขวดแก้วนาฬิกาทราย มันขยายกว้างขึ้นกว้างฃึ้น ตอนนี้ดนตรีของผมกลายเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีชีวิตไปแล้ว

เดวิด - ในแง่ความจริง นักถ่ายภาพก็คือนักถ่ายภาพตลอดเวลาร้อยเปอร์เซ็น ในระหว่างที่ผมเดินทางมาพบคุณ ผมอ่าน ร้อยแก้ว สี่บท ที่เขียนโดย ไมเคิล เดอ มอนเทน(กวีชาวฝรั่งเศส ๑๕๓๓-๑๕๙๒ -ผู้แปล) พบความเกี่ยวเนื่องระหว่างแนวคิดของเขากับการถ่ายภาพในยุคปัจจุบัน แม้บทประพันธ์นี้จะเขียนในช่วงปลายของศตวรรษที่ ๑๔ ผมมักจะชอบดูภาพยนต์กับนักถ่ายภาพที่ผมนับถือ เพราะเมื่อเราคุยกันหลังจากนั้น จะได้ความคิดเกี่ยวกับการวางโครงเรื่อง บทสนทนา การแสดง มุมกล้อง จังหวะการเดินเรื่อง ซึ่งสามารถนำข้อคิดที่ได้มาใช้ในงานของเรา ทุกสิ่งที่เราพบ มันเป็นข้าวสำหรับโรงโม่ ที่จะโม่ออกมาเป็นอาหาร เลี้ยงดูผู้คนได้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ในทุกๆวัน การรู้ซึ้งนี้สามารถแสงดออกมาได้ ไม่สงสัยเลยว่าความเป็นตัวตนของช่างภาพจะถูกถ่ายทอดออกมาในภาพของพวกเขา

บิล -ความมุ่งหมายที่ยอดเยี่ยม คือการประสานระหว่าง ตัวตน และสิ่งที่จะนำเสนอ ซึ่งภาพที่ได้ จะแสดงถึงความสัมพันธ์ของจิตวิญญาณ และโลก

........................................................................................................................................................ thank : www.2how.com

ส่วนต่าง..

กรุงเทพ ต่างจาก จังหวัดอื่นไง อะ
................................................................................................

เราไม่ต้องไปพูดถึงความเจริญรุ่งเรื่องและเทคโนโลยีนที่ล้ำสมัย เพราะสิ่ง
ต่างๆเล่านั้นมั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดข้ึนในเมืองหลวง

.................................................................................................

มาหา เอกลักษณ์ ของกรุงเทพก่อนเลยดีกว่า........ ไง ว่าไง

.................................................................................................
- ท้องฟ้าในกรุงเทพมันช่างมีพื้นที่จำกัดอันน้อยนิด
- ผมเชื่อว่ากรุงเทพในตอนกลางคืนยังคงสว่างสไวยอยู่ขณะที่จังหวัดอื่นกำลัง
พักผ่อน
- กรุงเทพมีงานให้คนทำตลอด 24 ชั่วโมง
.................................................................................................

ผมเชื่อว่ากรุงเทพในตอนกลางคืน
ยังคงสว่างสไวยอยู่
ขณะที่จังหวัดอื่นกำลัง
พักผ่อน

" อาทิบายเพิ่มซิ "


- ผมว่ากรุงเทพมีแสงไฟมากมายในยามค่ำคืน ( เหุตผล หรอเยอะโคตร )
- ซึ่งต่างจากต่างจังหวัดที่เปิดไฟในตอนกลางคืน



-----ผมเลยคิดว่าเจ้าแสงไฟนี่และ น่าจะนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่ง ของเอกลักษณ์ที่( หวังว่า จะ)บ่งบอกถึงความเป็นกรุงเทพ ได้ดีเลยทีเดียว-----



เคยได้ยินมั้ย (ย้ำ_ย้ำ)

" กรุงเทพ มหานคร ที่ไม่เคยหลับไหล ".............................

วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2551

แด่ที่พักพิง

อยู่กรุงเทพมาก้อนานตั่ง 23 ปี ได้เห็นกรุงเทพเปลี่ยนไปเยอะรวมทั้งคนด้วย
..................................................................................................

มีอะไรมากมายที่กรุงเทพเจริญเติบโตไปพร้อมกับอายุผม บ่อยครั้งที่ผมไม่
อยากอยู่กรุงเทพ ไม่ใช่ไม่ชอบกรุงเทพนะ แต่อาจเป็นสาเหตุจากตัวบุคล
ซะมากกว่า แค่อยากไปไหนซ่อนตัวที่ไหนก้อได้ ไม่ต้องคิดอะไร ปล่อยให้
ทุกอย่างดำเนินไปตามที่มันควรจะเป็น แต่ก็อีกนัั่นและอยู่ไม่ได้นาน(ตังหมด)
ก้อคิดถึงบ้านอยู่ดีก็ "ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรา" นิกรุงเทพให้อะไรหลายๆ
อย่างกับผม แต่ผมยังไม่ได้ให้อะไรกรุงเทพเลย ไหนๆ 21 เมษายน 2551
กรุงเทพเมืองฟ้าอมร จะมีอายุครบ 225 ปี อยากได้อะไรเป็นของขวัญละ

..................................................................................................

" Happy Birth Day Bangkok "

..................................................................................................

อยากให้ของขวัญเป็นภาพถ่าย ชักชุดนึง จะพูถึงเรื่องอะไรดี....................
อยู่มาตั่ง 23 ปี ว่า ไง

.................................................................................................

- มีตึกรูปทรงแปลกโผล่ออกมาจากพื้นดินอย่างสม้ำเสมอ
- มีรถเยอะมากมาย แท็กซี่
- มีทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน บนฟ้าด้วย
- มีเส้นทางซุปเปอร์ไฮเวย์มากมาย


- รวมๆคือพูดถึงความเจริญรุ่งเรื่องของกรุงเทพ

.................................................................................................
.................................................................................................


ส่วนตัวแล้วผมชอบกรุงเทพในตอนกลางคืนนะ
เพราะกรุงเทพค่อนข้างจะแตกต่างจากจังหวัดอื่นที่

เคยได้ยินมั้ยที่เค้าว่า

" กรุงเทพมหานครที่ไม่เคยหลับไหล "


.................................................................................................
.................................................................................................

วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2551

วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2551

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2551

สานต่อ ( GP 02 - GP 03 )




GP 02
.........
ลองนำภาพที่ได้มาเรียงตามแบบของทางม้าลายคนข้ามถนน ที่จะมีการเว้นช่องว่างเกิดขึ้น
..............................................................................
- ช่องว่างที่เกิดขึ้นช่วยพักสายตาม ( รึป่าว )
- ที่แน่ๆช่องว่างระหว่าภาพ ไม่ได้ส่งผลอะไรกับตัวภาพเลย ส่งผลกะตัวคนดูมากกว่า ว่า " จะเว้นช่องว่างไว้เพื่อ "
- แต่ถ้าเกิดเนื่อหาภาพเป็นเรื่องราวบนท้องถนนแล้วนำรูปแบบของทางม้าลายมาจัดเรียงมาใช้ น่าจะโอกว่านี้ว่ามั้ย


GP 03
.........
จำได้เลยตอนเรียน รด. โดนลุกนั่ง จดจำได้ขึ้นใจลยว่า 123 1 123 2 123 3 123 4 123 5 123 6 เมื่อยก้อเมื่อยเหนื่อย
ก้อเหนื่อย ฮึดฮัดอารมณ์เสียใส่ก้อไม่ได้ เพราะ เค้าเป็นทหาร ขืนฮัดฮัทใส่มีหวังโดนไอ้ตึบแน่

เคยนั่งสังเกตอยู่เหมือนกัน ว่าไอ้ 123 1 123 2 123 3 123 4 ..........
ถ้าคิดทบทวนดูแล้ว 1 ใน 4 ของ 1 ครั้ง จะถูกซ้อนอยู่บนพื้นที่ 1 ใน 4 ของครั้งที่ 2
ผมจึงนำหลักการอันนี้มากำหนดการถ่าย + ขั้นตอนการนำรูปมาเรียงต่อกันด้วย ( งง ป่าว )
...............................................................................
- สถานที่อะ ขอมากกว่านี้ได้มะ ( ก็อยากไปแระแต่ช่วงนี้โลกร้อน อะเด่ )
- ดูเวลาดูบรรยากาศ ด้วยก็จะดีนะ
- เนื้อหา ( ภาพดูไม่มีชีวิตชีวาอย่างไงไม่รู้บอกไม่ถูก )
- เน้น ระยะหน้า หายไปไหน

โครงการ ( FN01 )


ยืนต้น