วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

อาลัยแด่ อ.สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์




มองชีวิตผ่านเลนส์ของ…
สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 กันยายน 2545 18:33 น.

เจ้าของอาณาจักรโอสถสภาเต็กเฮงหยู ฯ ยักษ์ใหญ่คอนซูเมอร์โปรดักส์มูลค่าพันล้าน วันนี้ในวัย 72 ปี เขากำลังจะเริ่มงานใหม่ที่เขาฝันอยากจะทำมาตั้งแต่หนุ่มแล้ว….

ชาวบ้านแถวริมคลองบางกอกน้อยอาจจะคุ้นตากับผู้ชายแต่งตัวธรรมดาแต่ท่าทางดูดีคนหนึ่ง ถือกล้องถ่ายรูปมีคนติดตามเพียง 1 – 2 คน เดินทักทายชาวบ้านไปทั่ว ชอบใจตรงไหนก็ยกกล้องขึ้นกดชัดเตอร์ไปเรื่อย ๆ อย่างสบายอารมณ์

ผู้ชายคนนั้นคือ…สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทโอสถสภาฯ เจ้าของสินค้าที่คนทั่วไปรู้จัก อาทิ ยาทัมใจ ลิโพ เอ็ม-100 เป็นต้น

สุรัตน์ใช้เวลาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2542 จนถึงเดือนมีนาคม 2544 บันทึกหลากหลายชีวิตของคนกรุงเทพฯนับร้อยผ่านเลนส์ แล้ววันนี้เขานำความทรงจำทั้งหมดมาเปิดเป็นนิทรรศการภาพถ่ายขาว-ดำในชื่อ “กรุงเทพฯเลือนหาย (Vanishing Bangkok)” ซึ่งถือเป็นงานถ่ายภาพครั้งแรกของคนไทยที่ได้มีโอกาสแสดงที่หอศิลป์แห่งชาติถนนเจ้าฟ้า ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 27 มกราคม นี้

หลายคนที่ดูภาพฝีมือของสุรัตน์แล้วจะต้องทึ่งพร้อมกับตั้งคำถามว่า นักบริหารอย่างสุรัตน์จะมีพรสวรรค์ในเชิงศิลปะถึงเพียงนี้

“ผมชอบงานศิลปะมากกว่างานธุรกิจ แต่เพราะทางบ้านมีธุรกิจที่ต้องรับสืบทอด” สุรัตน์เริ่มต้นการสนทนา

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อตอนหนุ่ม ๆ สมัยที่เขาไปศึกษาต่อที่อเมริกานั้น นอกจากเรียนบริหารธุรกิจแล้ว เขาก็เลือกเรียนวิชา Art Appreciate ซึ่งศึกษาเรื่องศิลปะตั้งแต่ประวัติศาสตร์จนถึงพื้นฐานการวาดรูปทุกประเภท แต่สุรัตน์ยอมรับว่าแม้จะรักงานศิลปะแต่เขาไม่มีหัวทางวาดภาพเลย แม้กระทั่งผสมสีออกมายังตุ่น ๆ เลย

แต่เขากลับค้นพบว่าตัวเองชอบถ่ายรูปมากกว่า!!!

“ผมจับกล้องมาตั้งแต่เรียนอยู่ที่อเมริกา แถมยังยึดเป็นอาชีพหาเงินเป็นค่าเล่าเรียนได้ด้วย”

สุรัตน์เล่าว่าเมื่อตอนเรียนอยู่ที่อเมริกานั้น คุณพ่อส่งเงินมาให้น้อยมากไม่พอกับค่าใช้จ่าย เขาจึงเริ่มจับกล้องรับถ่ายภาพเป็นอาชีพเลี้ยงตัวจนเรียนจบ โดยส่วนมากจะรับจ้างถ่ายภาพตามงานบอลล์ต่าง ๆ ซึ่งมีรายได้เดือนละหลายพันดอลลาร์เรียกได้ว่าระดับมืออาชีพทีเดียว

เมื่อกลับจากเมืองนอกแล้ว ชีวิตส่วนใหญ่ของสุรัตน์ก็หมดไปกับงานบริหารอาณาจักรโอสถสภาฯ ท่ามกลางกลางแข่งขันทางการตลาดที่รุนแรงมาตลอดมาเขาจึงจำเป็นต้องแขวนเลนส์ไว้ชั่วคราว เพื่อทุ่มเทให้กับธุรกิจร้อยกว่าปีของครอบครัว

สุรัตน์เพิ่งจะมีเวลากลับมาทำงานที่เขารักอีกครั้งเมื่อ 8 – 9 ปีที่ผ่านมานี้เอง การกลับมาจับกล้องใหม่ครั้งนี้เขาศึกษาอย่างจริงจัง พร้อมกับตระเวนไปกับกลุ่มถ่ายภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่น เพื่อเก็บภาพทิวทัศน์ ประเพณีต่าง ๆ หรือถ่ายภาพนกในช่วงที่เขาเดินป่าอยู่บ่อย ๆ

ซึ่งงานที่ผ่านมาเป็นภาพสไลด์สีทั้งหมด เพิ่งจะมาเปลี่ยนมาลงตัวกับภาพขาวดำเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา โดยสุรัตน์ให้เหตุผลว่า “ ภาพถ่ายขาวดำเป็นภาพที่ใกล้เคียงกับศิลปะมากกว่า”

ผลงานภาพถ่ายขาวดำชิ้นแรกของเขาคือ “งานถนนคนเดินถนนพระอาทิตย์ “ ต่อจากนั้นเขาก็เริ่มบันทึกภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯเรื่อย ๆ มา เขายอมรับว่ายิ่งติดตามถ่ายภาพก็ยิ่งสนุกกับชีวิตมากขึ้น

สุรัตน์จะใส่สูทผูกไทบริหารงานที่โอสถสภาสัปดาห์ละ 2-3 วัน ส่วนเวลาที่เหลือนั้นเขาจะอยู่ในชุดสบาย ๆ สะพายกล้องท่องเที่ยวไปทุกซอกทุกมุมของกรุงเทพฯเพื่อเก็บภาพวิถีชีวิตอย่างมีความสุข เรียกได้ว่าพอตื่นเช้าขึ้นมาก็อยากออกไปถ่ายรูปแล้ว แล้วเขาไปอย่างคนใช้ชีวิตติดดินกินก๋วยเตี๋ยวริมถนน ทักทายชาวบ้านร้านช่อง จนชาวบ้านหลายคนที่คุ้นเคยมักจะเรียกเขาว่า “อาจารย์”พร้อมกับชวนกินข้าวกินปลา

ภาพแต่ละภาพของสุรัตน์จะถ่ายทอดวิถีชีวิตจริง ๆของคนกรุงเทพฯ ที่นอกจากจะหาดูได้ยาก หรือกำลังจะสูญหายไปแล้ว เสน่ห์ของภาพยังแฝงสาระและอารมณ์ให้ต้องหยุดคิดเพื่อค้นหาความหมายบางอย่างที่แอบอยู่หลังเลนส์นั้น

ซึ่งทั้งหมดนี้คือสไตล์การถ่ายรูปของสุรัตน์ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “ผมจะส่องกล้องและสอดส่ายตลอดเวลาเหมือนกำลังจะหานกตัวน้อย ๆ ดูจังหวะว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น” แต่ภาพหลาย ๆ ที่ออกมากลับลงตัวทั้งมุมมอง และแสงเงา เรียกว่าจัดอยู่ในขั้นใช้ได้ทีเดียวสำหรับมือสมัครเล่นอย่างเขา

2 ปีที่ตามเก็บภาพวิถีของคนกรุงเทพฯที่กำลังจะเลือนหายไป ทำให้เขาได้พบเห็นอะไรมากมากมายที่ประทับใจ

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเห็นคนที่เขาไม่มีบ้านอยู่กำลังนอนขดตัวอยู่ริมคลองหลอด ก็ มีฝรั่งคนหนึ่งหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเขา ผมเห็นอย่างนั้นก็คิดว่าไม่ได้การจะยอมให้ฝรั่งเอาภาพอย่างนี้ไปจากเราไม่ได้ คนไทยก็ถ่ายภาพอย่างนี้ได้ ผมก็หยิบกล้องมาถ่ายบ้าง ผู้ชายคนนั้นเขาก็เลยขว้างขวดใส่ผม คงเป็นเพราะเราไปยุ่งกับโลกส่วนตัวของเขามากไป” สุรัตน์เล่าถึงประสบการณ์ที่เจอพร้อมกับหัวเราะไปด้วย

หรือภาพที่ประทับใจเขามากคือชีวิตของชาวบ้านจน ๆ แต่กลับอยู่กันอย่างอบอุ่น พ่อร้อยพวงมาลัย แม่ให้นมลูก หน้าตายิ้มแย้ม ทักทายสุรัตน์อย่างคนมีน้ำใจ ดูไปแล้วพวกเขาอาจจะมีความสุขมากกว่าคนร่ำรวยเสียอีก

อีกประสบการณ์ที่เขาเจอคือสนามหลวง หลายคนอาจจะมองสนามหลวงเป็นเพียงแค่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นจุดศูนย์กลางของการคมนาคม แต่สนามหลวงในยามค่ำคืนกลับกลายเป็นบ้านของคนอีกหลายร้อยชีวิตที่สุรัตน์มีโอกาสไปเก็บชีวิตเหล่านั้นก่อนที่บ้านหลังใหญ่แห่งนี้จะถูกกทม.ยึดไป

สุรัตน์ภาคภูมิใจกับผลงานครั้งนี้มาก โดยเฉพาะมานิตย์ ศรีวานิชภูมิ( ศิลปินไทยที่มีผลงานถ่ายภาพขาวดำเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ และสามารถขายภาพได้ในราคาสูง) มาเห็นภาพแล้วชื่นชอบถึงกับขอแลกภาพกับเขา

“ผมทำอะไรผมจะลุยสุด ๆ ตอนนี้มีเรื่องที่ท้าทายอย่ากจะทำคือต้องการยกระดับมาตรฐานของการถ่ายภาพคนไทยให้ดีเทียบเท่าสากล”

คือความฝันอีกขั้นหนึ่งที่ช่างภาพมือสมัครเล่นอย่างสุรัตน์กำลังจะสานต่อไป

..........................................................................................................................................................................


.
.
.

ขอขอบคุณทุกๆอย่าง ที่ดลบัดาลให้ผมได้มีโอกาศพบเจอ อ.สุรัตน์ แม่จะแค่ครั้งเดียวก็ตาม

. .
. .


พฤษภผกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง

โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี

นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา





ขอคาราวะ ดวงวิญญาณคุณสุรัตน์ ขอให้ท่านสู่สุขติหลับให้สบายครับ


นักศึกษา ม.กรุงเทพ
................................................................................................................................................................................

รวบรวมกระบวนท่า

หลังจากที่เดินทางท่องยุทธมากนานได้พบ+เห็นอะไรมากมายแถมยังได้เจอสถานที่ใหม่ๆๆเพิ่มขึ้นอีก ตึม
แทร้งกิ้ว ขาทั้งสองขาด้วยเดินอึดดีจิงจิง ข้ามเขาอีกลูกเดียวก็จะ ได้เริ่มบรรเลงเพลงยุทธกันซะที
........................................................................................................................................

ไปถ่ายดึกๆ ด้ายอะไรก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆได้เห็นเมิองของเราในมุมที่คนอื่นไม่ค่อยได้เห็น (คนอื่นจะเห็นกะเมิงมั้ยเนี่ย)
.
.
.
.
.
.
.
.
.
เออน่า เห็นเดะ

........................................................................................................................................

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เดินทางท่องยุทธจักร

หลังจากที่ฝนชุดสุดท้ายหลังสงการณ์หมดไป ก็ถึงเวลาที่จะออกไปเก็บแสง
ในที่ต่างๆ โอ้ยยยยย แมงไม่เปนดังใจคิวเลยวะ แต่ก็เอาแล้ว...................
(ไว้กลับมาถ่ายใหม่ ) ไม่ใช่เอาแล้วอย่างงั้น
ถ่ายไปงงไป แถมกลัวโดนปล้นอีก (มึงปล้นกุกุสู้ขาดใจอะ 55)
.......................................................................................................................................................

ฝากข้อความถึงน้องหมาทุกตัว(ขอให้เป็นไปได้)ขอร้องเหอะ มึงอย่าเห่าเสียงดัง ไม่จำเป็นมึงไม่ต้องวิ่งเข้ามาหากุด้วย (กุกลัว) เพี้ยง!
.
.

.......................................................................................................................................................